ข่าวประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2569

ข่าวในประเทศ

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

 

1. เผยเปิดด่านเมียวดี ดันค้าไทย-เมียนมา (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2569)

น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาว่าด่านเมียวดี สะพาน 2 รถขนส่งสินค้ากลับมาเปิดด่านอีกครั้ง และกลับมาให้ใบอนุญาตนำเข้าสินค้าจากไทยแล้ว หลังจากปิดชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ และล่าสุดได้กลับมาเปิดให้บริการ โดยมีรถขนส่งสินค้าเริ่มเข้าและออกด่านเมียวดี สะพาน 2  แล้ว ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ข่าวเมียนมา ออกข่าวอย่างเป็นทางการว่า ด่านเมียวดี สะพาน 2 มีรถขนส่งสินค้า กลับมาเปิดใช้งานและสามารถขอใบอนุญาตได้แล้ว โดยสินค้าส่งออกจากเมียนมาส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หอมใหญ่ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าจากไทย เบื้องต้นเมียนมาได้อนุมัติให้นำเข้าสินค้า ด่านเมียวดี สะพาน 2 ดังกล่าวแล้ว มูลค่า 620 ล้านบาท เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค ของกินของใช้ วัตถุดิบเพื่อการผลิต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การกลับมาเปิดด่านเมียวดี สะพาน 2 นับเป็นข่าวดีที่จะเป็นช่องทางการค้าการขนส่งไทยและเมียนมา ทั้งการส่งออกและนำเข้า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ แต่ขอให้ผู้ประกอบการขอใบอนุญาตก่อนส่งออกหรือนำเข้า ทุกด่านทางการเมียนมา และหวังว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะสงบปลอดภัย ไม่กระทบด่านเมียวดี สะพาน 2 และเส้นทางการขนส่งสินค้าต่อไป โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

 

นางสาวอารยา ไสลเพชร

รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม

 

2. กรมโรงงานงัด 4 ไม้แข็ง ไล่เช็คเรียลไทม์กำจัด 'กากพิษ' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2569)

นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เข้าประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3/2569 เพื่อพิจารณาภาพรวมนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยมี นายศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและลดอุบัติเหตุในโรงงาน โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงเชิงลึกในกลุ่มโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งด้านอัคคีภัย สารเคมี และระบบไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน กรอ. เป็นหน่วยหลักของ "ส่วนสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน (สปฉ.) ที่ 10 ด้านสารเคมี วัตถุอันตราย และกัมมันตรังสี" ในการวางแผน ควบคุม และป้องกันภัยจากสารเคมี นอกจากนี้ กรอ. ได้เร่งรัดแก้ไขปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียอันตรายอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันพบพื้นที่ที่มีการลักลอบทิ้งหรือจัดการไม่เหมาะสมรวม 9 พื้นที่ ใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระยอง, ราชบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา และเพชรบูรณ์ คิดเป็นปริมาณกากอุตสาหกรรมและของเสียอันตรายรวม 115,592 ตัน

อย่างไรก็ตาม กรอ. เดินหน้าดำเนินนโยบายผ่าน 4 แนวทางหลัก ดังนี้ 1. การบังคับใช้กฎหมายเดิมอย่างเด็ดขาดและเข้มงวดขึ้น 2. เสนอ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กากอุตสาหกรรม และปรับปรุง พ.ร.บ.โรงงาน ให้สอดคล้อง กับบริบทปัจจุบัน 3. พัฒนาระบบอนุญาตและระบบติดตามแบบอัตโนมัติ และ 4. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมการขนส่งทางบก และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ กรอ. ยังอยู่ระหว่างขับเคลื่อนแผนพัฒนาระบบติดตามการขนส่งและกำจัดกากอุตสาหกรรมแบบครบวงจร (ปี 2569-2570) โดยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพฐานข้อมูลหลักให้มีความเสถียร ด้วยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI) เข้ามาปฏิรูปกระบวนการทำงานอย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและต้นทุน ขณะเดียวกันจะช่วยยกระดับความโปร่งใสให้สามารถตรวจสอบได้แบบทันการณ์ (Real-time) นำไปสู่การป้องกันการลักลอบทิ้ง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

3. BOI ไฟเขียว Pure Cycle สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (Pure Cycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Pure Cycle เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจาก บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อน ออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง พลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ "Pure Five T" ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน โดยโครงการนี้มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี ใช้เศษพลาสติกในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการคือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีน ที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทยกลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งประเทศไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Pure Cycle เลือกประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตหลัก" โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วน 50% ให้กับ P&G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย               

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปี แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึง พันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&G, Unilever และ Nestl ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. OECD หั่นคาดการณ์ศก.โลกปี 69 โตเหลือ 2.8% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2569)

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดตัวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาส โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่คาดว่าจะโต 2.9% เหลือโต 2.8% ในปี 2569 ซึ่งตัวเลขนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การส่งออกน้ำมันและก๊าซจาก อ่าวเปอร์เซียจะกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งได้กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไปแล้ว และอาจซ้ำเติมให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจน่าจะคงอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง แม้ความขัดแย้งยุติลงในวันหนึ่ง นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่าหรือผลกระทบยืดเยื้อนั้น OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงจนโตเพียง 1.8% ในปี 2570 ขณะที่ในสถานการณ์ที่ผลกระทบจำกัดเวลา เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงจนโตเพียง 2.1% โดยหลายประเทศมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และการลดลงของการใช้จ่ายด้านการลงทุน ซึ่งรวมถึงในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) น่าจะส่งผลให้คนว่างงานเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนราคาปุ๋ยและสินค้าสำคัญอื่น ๆ ที่ได้จากการผลิตไฮโดรคาร์บอนในอ่าวเปอร์เซีย จะส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและอาหารในระดับสูง             

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)