ข่าวประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2569

ข่าวในประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. 'ศุภจี' ขีดเส้นปิดดีลภาษีสหรัฐ (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ประกาศผลไต่สวนเบื้องต้นคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงไทยตามมาตรา 301 กฎหมายการค้า ข้อหาการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับว่า ผลการไต่สวนครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 46 ประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ และยังไม่ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐ จะโดนเก็บภาษี 12.5% ส่วนกลุ่มสอง 14 ประเทศ จะโดนภาษี 10% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ หรือลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐแล้ว ทั้งนี้ สาเหตุที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษี 12.5% คาดว่าไม่ได้เกิดจากปัญหาแรงงานบังคับภายในประเทศอย่างเดียว แต่มาจากการที่ไทยยังขาดกฎหมายควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม ซึ่งขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังดำเนินการอยู่ ประกอบกับขณะนี้ไทยยังไม่ได้ลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ในนามทีมไทยแลนด์ กำลังเดินหน้าปิดดีลการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐให้จบเร็วที่สุดภายในเดือนมิถุนายนนี้ หากสรุปได้คาดหวังว่าจะมีเหตุผลในการปรับลดภาษีของไทยลงมาอยู่ที่ 10% โดยขณะนี้การเจรจายังติดค้างอยู่ 25 เรื่องกระจายในหลายกระทรวงกำลังเร่งแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันไทยยังได้ให้ผู้แทนการค้าไทยเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ติดตามการเจรจาช่วงโค้งสุดท้ายอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยทางผู้แทนการค้าสหรัฐ ยืนยันจะจัดลำดับความสำคัญการเจรจากับไทยไว้อันดับต้นๆ นอกจากนี้ ไทยจะมุ่งเจรจาเพิ่มรายการสินค้าที่เป็นข้อยกเว้นภาษีให้มากขึ้นจากปัจจุบันมี 4 กลุ่ม สำหรับกรอบเวลาการเจรจามาตรา 301 นั้น ทางสหรัฐ กำหนดไว้วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นวันสุดท้ายที่เปิดให้ไทยยื่นคำขอเข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็น จากนั้นวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ให้ยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อโต้แย้งภาษีหรือขอเพิ่มหรือถอดรายการสินค้า ถัดไปวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จะเริ่มการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ให้ไทยส่งข้อโต้แย้ง โดยคาดว่ากระบวนการพิจารณาทั้งหมดจะจบและประกาศใช้ภาษีก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

อย่างไรก็ตาม ส่วนผลกระทบ ปัจจุบันไทยมีสินค้าส่งออกไปสหรัฐกว่า 1 หมื่นรายการ หากขึ้นภาษีส่วนนี้จะกระทบทั้งหมด ยกเว้นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี 1,655 รายการ ซึ่งอยู่ในบัญชีแอนเน็กซ์เอ 4 หมวดหลัก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ สับปะรด มะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง กลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟนและแผงวงจรกลุ่มพลังงานและแร่ธาตุ รวมถึงชิ้นส่วนอากาศยาน ส่วนสินค้าที่เหลืออีกกว่า 8,000 รายการ จะถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นขณะที่ข้อกล่าวหาไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา และเครื่องจักร เรื่องนี้คาดว่าสหรัฐจะประกาศผลกลางเดือนมิถุนายน 2569 นี้ ซึ่งไทยพร้อมใช้ตัวเลขและข้อมูลในการพิสูจน์ โดยข้อมูลจากกระทรวงอุตสาห กรรม และผู้ผลิตของไทยพบว่า ทั้ง 3 กลุ่ม ไทยมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ระหว่าง 70-95% ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลของสหรัฐที่ระบุ 60% อย่างสิ้นเชิง แม้ไทยมั่นใจในข้อมูล แต่ไม่อาจการันตีผลได้ว่าสหรัฐ จะยอมรับการชี้แจงหรือไม่ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือไทยต้องเร่งปิดการเจรจาความตกลงภาษีตอบแทนฯ ให้ได้ก่อน เพราะหากจบไม่ทันกรอบเวลาจะมีความเสี่ยงถูกภาษีซ้อนหลายชั้น

 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

2. 'ดีพร้อม' ผนึก 'สสว.' เร่งฟื้นฟู-เสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2569)

กระทรวงอุตสาหกรรม ขานรับนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ล่าสุด มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวโครงการ “ฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันบูรณาการกลไกช่วยเหลือ ฟื้นฟู และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้สามารถปรับตัว อยู่รอด และแข่งขันได้ท่ามกลางความท้าทายในเศรษฐกิจยุคใหม่

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาค อุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความ ท้าทายรอบด้านทั้งจากเทคโนโลยีดิจิทัล ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสีเขียว และการแข่งขันในระดับโลก รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทย ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่เพิ่มสัดส่วน GDP ภาคอุตสาหกรรมดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้นโยบาย "ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างกลไก "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" ผ่านโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูธุรกิจฯ ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงการให้บริการต่างๆ ของหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค รวมถึงเชื่อมโยงเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่าง SME D Bank กองทุนประชารัฐ ซึ่งเป็นถุงเงินของกระทรวงอุตสาหกรรมที่พร้อมให้บริการสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะสมอีกด้วย ซึ่งเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการแข่งขันระดับสากล

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า เอสเอ็มอีถือเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทย แต่กำลังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตต้นทุนพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ดังนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งเน้นการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจาก "การวินิจฉัยองค์กร" (Business Diagnosis) ที่แม่นยำ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและจุดอ่อนที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละรายนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์และให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก (Deep Consulting) สำหรับโครงการ Rebuild SMEs นี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดย "ดีพร้อม" ได้เตรียมกลไกสนับสนุนทั้งทีมนักวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ แหล่งเงินทุน และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ   เชิงลึกและปรับโมเดลธุรกิจให้พร้อมรองรับความเสี่ยงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ใหม่ๆ พร้อมย้ำเป้าหมายโครงการฯ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs ไม่เพียงแค่ "อยู่รอด" แต่สามารถ "เติบโต" และ "สร้างมูลค่าใหม่" ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 800 กิจการ และจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 840 ล้านบาท

 

นายเอกนิติ รมยานนท์

เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

 

3. 'สมอ.' เปิดมาตรการคุมเหล็กเส้นในตลาดต้องมีคุณภาพ 100% (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2569)

นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ตามที่ 10 สมาคมเหล็ก เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อยกระดับความปลอดภัย และควบคุมการผลิตเหล็กเส้นให้มีคุณภาพที่สม่ำเสมอ เพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชนจากความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานการก่อสร้าง ทั้งนี้ พร้อมปกป้องประชาชน ชูมาตรการ "กำหนด-กำกับกวดขัน" เพื่อพลิกโฉมเชิงรุกการควบคุมคุณภาพสินค้าเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งระบบ 'กำหนด' ยกระดับผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการคัดเลือกเศษเหล็ก บังคับให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็กมีการตรวจโครงสร้างทางโลหะวิทยา และจำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบ Temp Core 'กำกับ' เปลี่ยนรูปแบบจากการตรวจรายปี สู่มาตรการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยงอย่างเข้มข้น โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจโรงงานกลุ่มความเสี่ยงสูงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างร่วมกับเครือข่าย 'กวดขัน' หากพบสินค้าตกมาตรฐานจะต้องถูกระงับการจำหน่ายทันที พร้อมทำการเรียกคืนสินค้า และอายัดทำลายทิ้งภายใน 30 วัน

อย่างไรก็ตาม สมอ. มุ่งยกระดับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการผลิตเหล็กให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานควบคู่กับการควบคุมความสม่ำเสมอของคุณภาพเหล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สมอ.เตรียมเสนอ "แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก" ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เกาหลีใต้เร่งยกระดับห่วงโซ่อุปทานสาหร่ายทะเล ตั้งเป้าดันส่งออกแตะ 1.8 พันล้านดอลล์ ภายในปี 2573 (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2569)

กระทรวงมหาสมุทรและประมงของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ประกาศแผนพัฒนาห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสาหร่ายทะเล (กิม) เพื่อรองรับความต้องการจากตลาดโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการส่งออกสู่ระดับ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2573 โดยข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า ในปี 2568 เกาหลีใต้ส่งออกผลิตภัณฑ์สาหร่ายทะเลคิดเป็นมูลค่า 1.13 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13.7% จากปีก่อนหน้า โดยสาหร่ายทะเลถือเป็นอาหารทะเลส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกอาหารทะเลทั้งหมดที่ 3.33 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ กระทรวงฯ คาดการณ์ว่า ความต้องการสาหร่ายทะเลแห้งทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 210 ล้านมัด ภายในปี 2573 ขณะที่กำลังการผลิตเฉลี่ยของเกาหลีใต้ในปัจจุบันอยู่ที่ราว 150 ล้านมัดต่อปี (สาหร่ายทะเลแห้ง 1 มัด เท่ากับ 100 แผ่น)

อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมสนับสนุนการขยายกำลังการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล ควบคู่กับการบริหารจัดการอุปทานเพื่อลดความผันผวนของราคา รวมถึงการพัฒนาระบบจัดเก็บและกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนจัดตั้งตลาดซื้อขายสาหร่ายทะเลแห้งระดับนานาชาติ เพื่อจูงใจผู้ผลิตให้มุ่งเน้นสินค้าคุณภาพสูง และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์สาหร่ายทะเลของเกาหลีใต้     

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)