ข่าวประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. 'ท็อปกัน' ลุยปราบสินค้าเถื่อน (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ทีม "ท็อปกัน" นำโดย พลเอกนักรบ บุญบัวทอง ประธานกรรมการเพื่อขับเคลื่อนและติดตามการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังสินค้าขนาดใหญ่ในอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีการปลอมใบอนุญาต มอก.ของผู้ประกอบการรายหนึ่ง นำเข้าสินค้าควบคุมมาจำหน่าย โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบสินค้าที่ไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. และแสดงเครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำนวน 33,383 ชิ้น มูลค่ากว่า 4.68 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า จากการตรวจสอบภายในคลังสินค้าดังกล่าว พบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. และแสดงเครื่องหมาย มอก. แต่ไม่ได้รับใบอนุญาต ได้แก่ หม้อไฟฟ้าอเนกประสงค์ 1,219 หน่วย เตาไฟฟ้า 906 หน่วย ปลั๊กพ่วง 10,617 หน่วย รางปลั๊กไฟ 899 หน่วย สวิตช์ไฟฟ้า 180 หน่วย เต้ารับ 250 หน่วย แบตเตอรี่สำหรับเครื่องมือช่าง 144 หน่วย Adapter 1,414 หน่วย และไดร์เป่าผม เครื่องม้วนผม เครื่องหนีบผม และเครื่องนวด 17,754 หน่วย ทั้งนี้ สินค้าได้ถูกยึดอายัดไว้ทั้งหมดเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งโทษของ ผู้ประกอบการรายนี้คือ นำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และแสดงเครื่องหมายมาตรฐานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

2. น้ำมัน-อาหารดันเงินเฟ้อพ.ค. (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 2.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ชะลอตัวลงจาก 2.89% ในเดือนเมษายน หลักๆ จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทรงตัวระดับสูง ค่าโดยสารสาธารณะ และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับเพิ่มขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ 0.92% เพิ่มขึ้นจาก 0.83% ในเดือนก่อน สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะชะลอลงเล็กน้อยจากราคาน้ำมัน ผักสด และเนื้อสัตว์บางรายการที่ปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน สำหรับกลุ่มสินค้าที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ คือ อาหารสำเร็จรูป เพราะเริ่มมีการส่งผ่านต้นทุนมายังผู้บริโภคมากขึ้น และเมื่อปรับราคาขึ้นแล้วมักปรับลดลงได้ยากทำให้ค่าครองชีพมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยแนวโน้มเงินเฟ้อเดือนมิถุนายน สนค. คาดยังขยายตัวในแดนบวกหนุนจากราคาพลังงาน การส่งผ่านต้นทุนของอาหารสำเร็จรูป และค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง แต่มีปัจจัยช่วยลดแรงกดดันจากค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าปีก่อนและราคาเนื้อสัตว์ที่มีแนวโน้มปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าเงินเฟ้อช่วงไตรมาส 3-4 อาจเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 5-5.2% นั้น มีปัจจัยที่ สนค. ติดตามอยู่ โดยเฉพาะราคาพลังงาน หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยืดเยื้อ ก็มีโอกาสเห็นเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นได้ และหากความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น อาจเข้าสู่ Scenario 3 ซึ่งมีโอกาสเห็นเงินเฟ้อขยับขึ้นสู่ระดับ 4-5% ได้เช่นเดียวกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทั้งนี้ สนค. มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและยังไม่เป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อ โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน และเริ่มสะท้อนผ่านการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น

 

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา

รองประธานหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย

3. จี้รัฐบาลยกระดับห่วงโซ่อุปทานสู้สงครามการค้า (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2569)

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยถึงมาตรการ Section 301 ของสหรัฐ และผลกระทบต่อภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไทยว่ามาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการพิจารณา ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปสำคัญของไทย โดยผลการไต่สวนล่าสุดไทยจะถูกเก็บในอัตรา 12.5% จากข้อกล่าวหาเชื่อมโยงกับแรงงานบังคับ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยยังอยู่ระหว่างการพัฒนากฎหมายและกลไกในการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม รวมถึงยังไม่ได้ลงนาม ความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) กับสหรัฐ ในส่วนของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป มีปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ สินค้าเกษตรและอาหารหลายรายการ ของไทยได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชีสินค้ายกเว้นภาษี (Annex A) เช่น แป้งมันสำปะหลัง ทุเรียนและผลไม้เมืองร้อน สับปะรดแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว และเครื่องเทศบางชนิด ซึ่งช่วยลดผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าอาหารบางกลุ่มได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ไทยควรให้ความสนใจอาจไม่ใช่เรื่องภาษีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นทิศทางของกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนไปโดยต้องให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และความยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอาหารมีห่วงโซ่อุปทานซับซ้อนและเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่เกษตรกร ผู้รวบรวมผลผลิต โรงงานแปรรูป ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ไปจนถึงผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกในต่างประเทศ ดังนั้น ผู้นำเข้าอาจไม่ได้พิจารณาเฉพาะมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิตเท่านั้น แต่จะพิจารณาตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบจนถึงสินค้าสำเร็จรูป

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. อินเดียเผย GDP +7.8% ช่วงเดือนม.ค.-มี.ค.69 สูงกว่าคาดการณ์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 8 มิถุนายน 2569)

กระทรวงสถิติของอินเดีย เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2568-2569 ของอินเดีย ซึ่งเศรษฐกิจอินเดียมีการขยายตัว 7.8% ในไตรมาสดังกล่าว และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 7.2% โดยได้รับแรงหนุนจากผลผลิตในภาคการเกษตรที่ดีขึ้น และการก่อสร้างที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากอุปสงค์ภายนอกที่อ่อนแอลง อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสเดือนมกราคม - มีนาคม 2569 ต่ำกว่าไตรมาสเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2568 ซึ่งมีการขยายตัว 8.0% จากเดิมที่มีการรายงานที่ 7.8%

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติแห่งชาติของอินเดียคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัว 7.7% ในปีงบประมาณ 2568-2569 ซึ่งสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2569 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 7.6% และสูงกว่าการขยายตัว 7.1% ในปีงบประมาณ 2567-2568 ทั้งนี้ อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักที่สุดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยอินเดียเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ขณะที่พึ่งพาอุปทานน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินเดียคาดการณ์ว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียในปีงบประมาณปัจจุบันลงสู่ระดับ 6.6% โดยธนาคารกลางประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ แต่ส่งสัญญาณบ่งชี้การดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของรูปี

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)