ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'วราวุธ' สั่งปลัดอุตฯ ชี้แจงเพิ่ม 'ซิน เคอ หยวน' กลับมาเปิดใหม่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงเพิ่มเติมในรายละเอียด กรณีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) อนุญาตให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด สามารถประกอบกิจการผลิตเหล็กเส้นต่อไปได้ หลังจากปิดไปเมื่อปีก่อน เนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัย แต่มีการแก้ไขและดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.โรงงาน ปี 2535 จนสามารถกลับมาเปิดโรงงานได้อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ถึงแม้จะมีการดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ประชาชน รวมถึง 10 สมาคม ผู้ค้าเหล็ก ยังมีข้อสงสัยในขั้นตอนการดำเนินการเปิดโรงงาน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็ก ซึ่งได้กำชับให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งออกมาตรการ รวมถึงคู่มือแนะนำการใช้เหล็กที่มาจากกระบวนการผลิตในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นอกจากนี้ กรอ. มีคำสั่งให้ซิน เคอ หยวน สตีล กลับมาเปิดกิจการได้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 หลังจากมีคำสั่งให้บริษัทหยุดประกอบกิจการโรงงานเพื่อปรับปรุงแก้ไขนานกว่า 1 ปี 6 เดือน หลังจาก ที่เมื่อเดือนธันวาคม 2567 เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ในโรงงาน พบการกระทำความผิดหลายประการ อาทิ ผลิตเหล็กไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง และระบบบำบัดมลพิษอากาศไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงสั่งระงับการประกอบกิจการชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม กรอ. ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ ตรวจเข้มโรงเหล็ก คุมเข้มมาตรฐาน หากพบไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสั่งปิดทันที ด้าน สมอ. เพิ่มความเข้มสุ่มตรวจที่โรงงาน ร้านจำหน่าย และไซต์งานก่อสร้าง ป้องกัน ไม่ให้เหล็กตกมาตรฐานถึงมือประชาชน ทั้งนี้ กรอ. และ สมอ. ได้เข้าตรวจสอบโรงงานผลิตเหล็ก พร้อมเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์และตรวจวัดมลพิษอากาศ พบโรงงานกระทำความผิด และสั่งการตามกฎหมาย 4 โรงงาน ให้หยุดประกอบกิจการทันที เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานถึงมือประชาชน ซึ่งในปัจจุบันโรงงานได้มีการปรับปรุงแก้ไขตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว จึงได้มีคำสั่งให้เปิดประกอบกิจการได้ตามปกติ 2 โรงงาน
นายพรยศ กลั่นกรอง
อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)
2. กรอ.ปูพรมตรวจ 3 โรงงานสระบุรี เก็บตัวอย่าง 29 จุด เร่งหาต้นตอน้ำเสียสีดำห้วยตะเข้ (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2569)
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบกรณีพบปัญหาน้ำในพื้นที่ห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี มีสีดำและส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้บูรณาการร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่ตั้งอยู่เหนือน้ำตามแนวการไหลของน้ำสู่ห้วยตะเข้ จำนวน 3 แห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบครอบคลุมแหล่งกำเนิดน้ำเสียภายในโรงงาน ระบบบำบัดน้ำเสีย จุดระบายน้ำออกนอกโรงงาน รวมถึงการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดินและตะกอนดิน เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด มลพิษ โดยโรงงานแห่งแรกพบประเด็นที่ต้องติดตามเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบและระบบระบายน้ำภายในพื้นที่ พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำ น้ำใต้ดิน และตะกอนดินรวม 17 จุด ส่วนโรงงานแห่งที่ 2 พบการติดตั้งเครื่องจักรเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงพบการขยายพื้นที่ประกอบกิจการและการจัดการวัสดุที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม จึงได้เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินรวม 5 จุด เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่โรงงานแห่งที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายน้ำ เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อน้ำฝนและน้ำใต้ดินรวม 7 จุด เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบ ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เก็บตัวอย่างจากทั้ง 3 โรงงานรวม 29 จุด เพื่อนำส่งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์หาสารปนเปื้อน โลหะหนัก และตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนนำผลมาประกอบการสืบหาต้นตอของมลพิษ และเชื่อมโยงกับผลการตรวจคุณภาพน้ำในพื้นที่คลองเกด คลองหนองน้ำเขียว และห้วยตะเข้
อย่างไรก็ตาม หลังได้รับผลการตรวจวิเคราะห์ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะประเมินความเชื่อมโยงของแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างรอบด้าน หากพบว่าโรงงานใดมีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือฝ่าฝืนกฎหมายและเงื่อนไขการอนุญาต จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมสั่งแก้ไข ปรับปรุง หรือระงับกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบโดยทันที ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส รอบด้าน และยึดหลักฐานทางวิชาการเป็นสำคัญ เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาน้ำเสียในพื้นที่ห้วยตะเข้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ว่า ผู้ก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. 7 อุตฯ เสี่ยงโคม่า หวั่นปิด 'ทะเลแดง' ดันต้นทุนพุ่ง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ หลังจากการเจรจาสันติภาพยังไม่ได้ข้อสรุป สร้างความกังวลต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ราคาวัตถุดิบสำคัญ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 นี้ ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางบานปลายไปถึงการปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง จะทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง มีต้นทุนสูงขึ้น ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น และอาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ยานยนต์และชิ้นส่วน, อาหารแปรรูป, ปิโตรเคมี, เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจกดดันให้ราคาน้ำมันกลับขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศโดยตรง ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดย ส.อ.ท.คาดว่าเดือนพฤษภาคม 2569 อัตราเงินเฟ้อ อาจเพิ่มขึ้นเกิน 3% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน และราคาสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบสต็อกใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม แม้ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ภาคอุตสาหกรรมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ผู้ประกอบการไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป โดยสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อม และสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ ผ่านการวางแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า การรักษาสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ทั้งการปรับปรุงเครื่องจักร การบริหารจัดการพลังงานในโรงงาน และการใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อลดภาระต้นทุนและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรมีการกระจายแหล่งนำเข้าและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยจัดหาแหล่งวัตถุดิบสำรองเพิ่มเติม โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนและความผันผวนของราคาในช่วงนี้
ข่าวต่างประเทศ
4. ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเยอรมนีเดือนเม.ย. หดตัว 3.8% เหตุสงครามอิหร่าน ทำราคาพุ่ง-ดีมานด์ลด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลง 3.8% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งร่วงลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับตัวลงเพียง 2.0% โดยถูกกดดันจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงเนื่องจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ขณะที่ยอดสั่งซื้อใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน ซึ่งเป็นข้อมูลเปรียบเทียบ 3 เดือนที่มีความผันผวนน้อยกว่า ปรับตัวลง 3.1% เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนก่อนหน้า สำหรับยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศในเดือนเมษายน ปรับตัวลง 4.2% โดยยอดสั่งซื้อจากประเทศในยูโรโซนร่วงลง 11.1% และยอดสั่งซื้อจากนอกกลุ่มยูโรโซนเพิ่มขึ้น 0.8% ขณะที่ยอดสั่งซื้อภายในประเทศปรับตัวลง 2.9% จากเดือนก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติฯ ยังได้ปรับทบทวนยอดสั่งซื้อใหม่ของเดือนมีนาคม โดยระบุว่าปรับตัวขึ้น 4.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งลดลงจากตัวเลขเบื้องต้นที่เพิ่มขึ้น 5.0%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)