ข่าวประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

1. สัมพันธ์'ไทย-เวียดนาม' ดันการค้า 5 หมื่นล้านเหรียญ (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569)

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้เยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และ เข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่าง วันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 โดยได้หารือกับนายเล มิญ ฮึง (H.E. Mr.Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม แบบเต็มคณะ ซึ่งทั้งสองฝ่ายหารือใน 5 ประเด็น ได้แก่ 1. ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญ ในการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ 2. กระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนโดยต่างมุ่งหมายที่จะ ผลักดันมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ Three Connects ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองประเทศ รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านการขนส่ง โลจิสติกส์ การบิน และการท่องเที่ยว การวิจัยและพัฒนาเส้นทางการขนส่งทางบกและทางน้ำชายฝั่งที่เชื่อมโยงสองประเทศและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง 3. ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน โดยประชาชนของทั้งสองประเทศต่างชื่นชอบในวัฒนธรรมรวมถึงอาหารซึ่งกัน และกัน 4. ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไกคณะกรรมการด้านความมั่นคง โดยมุ่งปราบปรามอาชญากรรม ข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล และ 5.ความร่วมมือระดับภูมิภาค ส่งเสริมความเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือต่างๆ ทั้งการคมนาคม และความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง รวมถึง ร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน และสร้างอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพสามารถต่อรองในเวทีระดับโลกได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงร่วมกันที่จะขยายความร่วมมือในด้านการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และนวัตกรรม

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายโต เลิม (H.E. Mr.To Lam) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีเวียดนาม ที่ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ได้เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-เวียดนาม พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต โดยไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัว ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

 

นายจุฬา สุขมานพ

เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO

 

2. หวังดึง "เงินลงทุน-นักท่องเที่ยว" มาไทย (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569)

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า ได้ร่วมคณะของนายอนุทินชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยมีวาระสำคัญ คือ การหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) และกลุ่มนักลงทุนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ณ กรุงฮานอย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและประเด็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจจากอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร ค้าปลีกพลังงาน และภาคการผลิตโดยอีอีซีจะนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาปรับใช้ในการพัฒนานโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ตอบโจทย์ภาคเอกชนและรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งการหารือครั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ความร่วมมือภายใต้แนวคิดเติบโตไปด้วยกัน (Growing Together) ทั้งสองประเทศต่างเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยมองว่าเวียดนามมีความแข็งแกร่งในฐานะฐานการผลิต ขณะที่พื้นที่อีอีซีของไทยมีความพร้อมสูงสุดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือ สนามบินและระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมัยใหม่หากสามารถผสานจุดแข็งและเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างกันได้ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาเซียนได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2 ฉบับ ได้แก่ ความร่วมมือในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ระหว่างกลุ่มอมตะและบริษัท FPT Corporation และความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างกลุ่มบริษัทซีพี และบริษัท FPT Corporation

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการผนึกกำลังด้านการท่องเที่ยวไทยและเวียดนาม ซึ่งต่างก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการท่องเที่ยวในภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องตรงกันถึงแนวทางการส่งเสริมการตลาดร่วมกันผ่านการยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงหลายประเทศเพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล รวมถึงกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีกำลังซื้อโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน อินเดีย และอาเซียนด้วยกันเอง

 

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

 

3. ใช้ 60/40 สำเร็จ 23.5ล.ราย สะพัดเฉียด 2 หมื่นล้าน 15 มิ.ย.เริ่มแอปสั่งอาหาร (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569)

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าข้อมูลการใช้สิทธิ์โครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)" ล่าสุด ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. ว่า มีประชาชนได้รับสิทธิ์ เข้าร่วมโครงการจำนวน 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วรวม 1,014,422 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 870,890 ร้าน และร้านค้าใหม่ 143,532 ร้าน และยังมีร้านค้าใหม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติอีก 3,600 ร้าน ร้านค้าที่อยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) จำนวน 108,453 ร้าน แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 106,337 ร้าน และร้านค้าใหม่ 2,116 ร้าน สำหรับผลการใช้จ่ายภายใต้โครงการ พบว่า มียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้ว 19,958.80 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินที่ภาครัฐร่วมสนับสนุน 11,596.59 ล้านบาท และเป็นเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่าย 8,362.21 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มีประชาชนใช้จ่ายผ่านโครงการสำเร็จแล้ว 23,530,010 ราย ส่วนร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงภายใต้โครงการมีจำนวน 953,861 ร้านค้า ทั้งนี้ มีผู้ใช้สิทธิ์ครบวงเงิน 1,000 บาท จำนวน 755,619 ราย

อย่างไรก็ตาม ทางด้านน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การใช้จ่ายผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป มี 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ลดภาระค่าครองชีพ และตอบโจทย์วิถีชีวิตในยุคดิจิทัล รวมทั้งช่วยให้ร้านค้าอาหารรายย่อยเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. มาเลเซียเผยยอดลงทุน Q1/69 ทะลุ 9.2 หมื่นล้านริงกิต โครงการไฮเทค-พลังงานหนุนแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569)

องค์กรพัฒนาการลงทุนแห่งมาเลเซีย (MIDA) เปิดเผยว่า ยอดการอนุมัติเงินลงทุนของมาเลเซียในไตรมาส 1/2569 ปรับตัวลดลง 0.2% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 9.28 หมื่นล้านริงกิต (2.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยยอดการอนุมัติดังกล่าวครอบคลุมโครงการลงทุนจำนวน 1,249 โครงการในภาคบริการ ภาคการผลิต และภาคอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิ ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงานใหม่ได้ถึง 50,226 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้น 46.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามประเภทการลงทุน พบว่า การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ครองสัดส่วน 60.5% ของยอดอนุมัติทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 5.62 หมื่นล้านริงกิต ขณะที่การลงทุนภายในประเทศเพิ่มขึ้น 13% สู่ระดับ 3.66 หมื่นล้านริงกิต หรือคิดเป็น 39.5% โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในมาเลเซียมากที่สุดด้วยมูลค่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 2.15 หมื่นล้านริงกิต ตามมาด้วยจีนและสหรัฐฯ ที่มูลค่าเท่ากันที่ 1.01 หมื่นล้านริงกิต สิงคโปร์ 6.7 พันล้านริงกิต และไทย 2.5 พันล้านริงกิต สำหรับภาคบริการยังคงเป็นภาคส่วนที่ทำรายได้สูงสุด โดยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ 6.08 หมื่นล้านริงกิต หรือ 65.5% ของยอดอนุมัติทั้งหมด ซึ่งครอบคลุม 731 โครงการ ขณะที่ภาคการผลิตมียอดอนุมัติการลงทุนรวม 2.41 หมื่นล้านริงกิต จาก 501 โครงการ โดยจำนวนโครงการพุ่งขึ้นถึง 142% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางความสนใจอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมการผลิตขั้นสูงและเทคโนโลยีระดับสูง ส่วนภาคอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิมียอดอนุมัติการลงทุนที่ 7.9 พันล้านริงกิต ทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 418.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยได้แรงหนุนสำคัญจากโครงการสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง

อย่างไรก็ตาม MIDA ระบุว่า แนวโน้มการลงทุนของมาเลเซียยังคงมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง โดยมีโครงการที่มีศักยภาพรอการอนุมัติอีก 182 โครงการ มูลค่ารวม 3.83 หมื่นล้านริงกิต ขณะที่ยังคงมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องสำหรับข้อเสนอการลงทุนเพิ่มเติมอีกมูลค่า 9.1 หมื่นล้านริงกิต  

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)