ข่าวประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. "วราวุธ" ร่วมช้อปปี้การันตีปลั๊กพ่วง (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ Shopee ได้ร่วมมือกัน ในการปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้ประชาชน ทั้งนี้ สมอ.ได้ยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยร่วมมือกับ Shopee เชื่อมต่อระบบอัตโนมัติในการสกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้นทาง (API:Application Programming Interface) โดยระบบจะตรวจสอบกับฐานข้อมูลผู้ได้รับใบอนุญาตของ สมอ. แบบ Real-time โดยเฉพาะสินค้าที่ สมอ.ควบคุม 151 มอก. ที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หากเป็นสินค้าที่เข้าข่าย และไม่มีใบอนุญาต จะไม่สามารถวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มได้ โดยในขณะนี้ได้เริ่มนำร่องกับผลิตภัณฑ์ ไดร์เป่าผม และปลั๊กพ่วง ก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นสินค้าที่เกิดเหตุอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชนและก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศและจะเร่งขยายผลไปถึงสินค้าอื่นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า ได้เสนอให้ Shopee มี Window ของ สมอ.ใน Shopee เช่น เวลาจะซื้อเพาเวอร์แบงก์ ใส่เลข มอก. เข้าไป สามารถ   รู้ได้เลยว่าผ่านการตรวจสอบจาก สมอ.แล้ว ถ้าสามารถให้ประชาชน Cross check ได้ ทั้ง Shopee และ สมอ.เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้การซื้อของในโลกออนไลน์ หลังจากนี้ สมอ.จะขยายผลในการเชื่อมต่อ API กับผลิตภัณฑ์อื่นต่อไป ได้แก่ เพาเวอร์แบงก์ อะแดปเตอร์ พัดลมไฟฟ้า สายไฟ และหมวกกันน็อก เป็นต้น โดยจากข้อมูลตั้งแต่เริ่มเชื่อมต่อ API กับ Shopee เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม - 9 มิถุนายน 2569 มีร้านค้าออนไลน์เข้ามาตรวจสอบสินค้าเพื่อจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม 40,806 ครั้ง ได้แก่ ปลั๊กพ่วง เพาเวอร์แบงก์ ไดร์เป่าผม ที่หนีบผม เป็นต้น ทั้งนี้ หากพบว่ามีการจำหน่ายสินค้าควบคุมที่ไม่ได้ มอก.บนแพลตฟอร์ม จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

2. หอการค้าไทยจับมือจีน ปั้นคน AI ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569)

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย หรือ UTCC และสถาบันผู่เจียงแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานจิง หรือ Nanjing Tech University Pujiang Institute (NJPJI) สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรองรับการลงทุนระหว่างสองประเทศ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้มุ่งแก้โจทย์สำคัญของภาคธุรกิจในการยกระดับทักษะแรงงานไทย โดยเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยุคใหม่จากจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับพิธีลงนาม MOU ครั้งนี้ดำเนินการโดยผู้บริหารระดับสูงจาก 3 องค์กร ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสถาบัน Nanjing Tech University Pujiang Institute เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา การพัฒนาบุคลากร และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างไทยและจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจุบัน เม็ดเงินลงทุนจากจีนในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ หรือ New S-Curve อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV การผลิตอัจฉริยะ หรือ Smart Manufacturing ดิจิทัล และโลจิสติกส์

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่ผู้ประกอบการจีนต้องเผชิญไม่ใช่เพียงเรื่องเงินทุนหรือโครงสร้างพื้นฐานแต่คือการขาดแคลนบุคลากรทักษะสูงที่พร้อมทำงานทันที ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเตรียมกำลังคนให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของทั้งสองประเทศ ซึ่งหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับนโยบายด้าน Talent Development ทั้งการ Reskill และ Upskill คนไทย รวมถึงการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยความร่วมมือในวันนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญ เนื่องจากจีนเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก โดยเฉพาะด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล การได้สถาบันระดับแนวหน้าอย่าง NJPJI ซึ่งมีความเชี่ยวชาญสูงมาร่วมเป็นพันธมิตร จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ตรงสู่ประเทศไทย

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

3. ดัชนี PPI พ.ค.พุ่ง 8.5% ราคาพลังงานดันต้นทุนเพิ่มขึ้น (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index : PPI) ของไทย เดือนพฤษภาคม 2569 เท่ากับ 116.0 เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศชะลอการปรับลดราคาลง และผู้ประกอบการขนส่งทยอยปรับราคาขึ้นเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานในระยะยาว กระทบต่อต้นทุนในภาคการผลิตของหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ และยังทำให้หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง และหมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และทองคำ และหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลผลิตสำคัญบางรายการที่เป็นวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องในภาคอุตสาหกรรม โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง เพิ่มขึ้น 3.6% จากการสูงขึ้นของราคา สินค้าสำคัญ ได้แก่ หัวมันสำปะหลังสด จากปริมาณผลผลิตที่นำเข้าผ่านชายแดนลดลง ยางพารา จากผลกระทบของความขัดแย้ง ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความต้องการ วัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสูงขึ้น และผลปาล์มสด จากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลก สำหรับสินค้าที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือก จากราคาส่งออกที่ยังคงหดตัวตามการแข่งขันในตลาดโลกที่สูง อ้อย จากฐานราคา ในปีก่อนที่สูง ประกอบกับผลผลิตในปี 2569 นี้ มีปริมาณสูง ผลไม้ (ทุเรียน สับปะรด มะพร้าว) จากปริมาณผลผลิตสูง ประกอบกับ ตลาดปรับลดราคารับซื้อ สุกรมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม จากปริมาณผลผลิตสูง ในขณะที่ความต้องการบริโภคลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม

สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมิถุนายน 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตรา ที่ชะลอลง จากต้นทุนการผลิตโดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง ตามราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูง แม้ความผันผวนจะลดลง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่คาดว่าจะไม่ปรับตัวลงในระยะหนึ่ง แต่จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวช้าและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ทำให้การส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้ายังทำได้อย่างจำกัด อีกทั้งการแข่งขันด้านราคาทั้งตลาด ในประเทศและตลาดส่งออกยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การขยายตัวของดัชนีราคาผู้ผลิตมีแนวโน้มที่จะชะลอลง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ECB หั่นคาดการณ์ GDP ยูโรโซนเหลือ 0.8% ปีนี้, 1.2% ปีหน้า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569)

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยว่า ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมวันนี้ ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่เกิดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.25% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.65% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.40% โดยสภาบริหารของ ECB ระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทั้งนี้ สงครามในตะวันออกกลางกำลังทำให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้มีความเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะกลางของยูโรโซน' ECB ระบุในแถลงการณ์

อย่างไรก็ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในยูโรโซน เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.2% ในเดือนพฤษภาคม จากระดับ 3.0% ในเดือนเมษายน ทำให้เกิดความกังวลว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจกดดันให้ผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงเพื่อรักษาระดับผลกำไรของบริษัท นอกจากนี้ ในการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ ECB ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของยูโรโซนจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 3% ในปี 2569 ก่อนที่จะชะลอลงสู่ 2.3% ในปี 2570 และลดลงสู่ 2% ในปี 2571 ขณะเดียวกัน ECB ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนในปีนี้และปีหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัวเพียง 0.8% ในปี 2569, 1.2% ในปี 2570 และ 1.5% ในปี 2571   

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)