ข่าวในประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
1. "เอกนิติ" จ่อปรับ GDP ใหม่ เปิดฮอร์มุซเศรษฐกิจฟื้น (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569)
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง เปิดเผยว่า การที่สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงร่วมกัน และเตรียมลงนามวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เพื่อยุติสงครามตะวันออกกลาง รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นที่ดีขึ้น และความกังวลด้านพลังงานที่ลดลง แต่โลกยังเผชิญความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ไทยจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เพราะยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จำเป็นต้องเร่งใช้เงินกู้ก้อนที่สอง วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว ทั้งนี้ หลังสงครามยุติ คาดว่าเศรษฐกิจโลกและ GDP โลกจะฟื้นตัว ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าคาด ซึ่งทางคลังต้องกลับมา “ทบทวน” คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ใหม่ แต่ยังไม่อยากให้หลายฝ่ายดีใจ หรือตกใจกับบางเหตุการณ์มากเกินไป เพราะโลกจะมีความผันผวนตลอดเวลา และสิ่งที่ต้องจับตาคือแรงกดดันเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อประชาชนฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งรัฐบาลพร้อมติดตามและออกมาตรการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด รวมถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่หวังช่วยลดต้นทุน และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน
อย่างไรก็ตาม แม้สงครามจะคลี่คลาย แต่ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยังมีความจำเป็นและต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มไม่กลับไปต่ำเท่าก่อนเกิดสงคราม และไทยอาจต้องเผชิญต้นทุนพลังงานสูงอีก 1-2 ปี ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เริ่มพิจารณาโครงการใช้เงินกู้ก้อนดังกล่าวแล้ว โดยเป้าหมายสำคัญคือช่วยประชาชนลดภาระค่าครองชีพ พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานในอนาคต
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
2. ชูบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ สานฝัน 'ชิปสัญชาติไทย' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ขอขอบคุณรัฐบาลในการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดในเชิงนโยบายที่สำคัญให้มีความต่อเนื่อง และยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศให้พร้อมแข่งขันในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนี้ โดยความต้องการใช้เซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ชิปไม่ได้อยู่แค่ในคอมพิวเตอร์ แต่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ AI และ Data Center และไทยเป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญของโลก การที่เรามีฐานการผลิตสินค้า High Technology จำนวนมาก แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าชิปจากต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดจากต้นทุนการผลิตสูง ถือเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่การผลิต ดังนั้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรมจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยรักษาเม็ดเงินลงทุนและฐานการผลิตเดิมให้อยู่กับไทยต่อไป
อย่างไรก็ตาม ไทยได้จัดทำยุทธศาสตร์ที่จะมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง หรือฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียน มีเป้าหมายผลักดันผลิตภัณฑ์ชิปเมดอินไทยแลนด์ให้เกิดขึ้นจริงภายใน ค.ศ.2050 หรือ พ.ศ.2593 ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท พัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ซึ่ง ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับคณะกรรมการ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ยกระดับจากผู้รับจ้างประกอบไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง และดึงดูดให้เกิดอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างการออกแบบวงจรมาตั้งฐานในไทย ควบคู่ไปกับการวิจัย เพื่อให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากผู้ใช้เทคโนโลยี เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่มั่นคงของอาเซียน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. BOI หนุนมินีแบผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด ได้เปิดอาคารโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดลพบุรี พื้นที่ 16,500 ตารางเมตร (ตร.ม.) มูลค่าเงินลงทุน 2,600 ล้านบาท โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เพื่อผลิตชิ้นส่วนอากาศยานความแม่นยำสูง ครอบคลุมทั้งชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อนการบิน เช่น Ball, Race Bush และ Spherical Bearing รวมถึงชิ้นส่วนโครงสร้างเครื่องบินและการยึดประกอบ เช่น Bolt, Sleeve และ Fitting ทั้งนี้ บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด เป็นบริษัทในเครือมินีแบมิตซูมิ จากญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนในไทยครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2525 จากนั้นได้ขยายการลงทุนต่อเนื่อง ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 65 โครงการ เงินลงทุนสะสม 115,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทย 31,000 คน มีโรงงานในไทย 10 แห่ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ลพบุรี ชลบุรี และระยอง เป็นฐานการผลิต Miniature Ball Bearings ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อส่งออกไปตลาดสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป สำหรับเอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย เริ่มผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในไทยตั้งแต่ พ.ศ.2546 ได้รับการรับรองจากผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำระดับโลกทั้ง Airbus (แอร์บัส) และ Boeing (โบอิ้ง) สามารถส่งมอบชิ้นส่วนอากาศยานเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกมาแล้วกว่า 20 ปี การลงทุนเพิ่มเติมกว่า 2,600 ล้านบาทครั้งนี้ เป็นการยกระดับไทยให้เป็นฐานการผลิตหลักระดับโลกสำหรับธุรกิจการบินของกลุ่มมินีแบมิตซูมิ เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่บุคลากรไทย
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายคัตสึฮิโกะ โยชิดะ President, COO & CFO กลุ่มบริษัท มินีแบมิตซูมิ กล่าวว่า ตลอด 23 ปีที่มินีแบผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในไทย ได้พิสูจน์แล้วว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนอากาศยานระดับโลกอย่างแท้จริง เรามุ่งมั่นที่จะรักษาไทยเป็นฐานการผลิตหลักของกลุ่ม และพร้อมขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างคุณค่าและยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อขายส่งอินเดียพ.ค. เพิ่มแตะ 9.68% เหตุสงครามอิหร่านดันราคาเชื้อเพลิงพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569)
ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาขายส่ง (WPI) ของอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.68% ในเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 6 เดือน โดยมีปัจจัยหนุนจากภาวะช็อกด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 9.05% และเร่งตัวขึ้นจากระดับ 8.26% ในเดือนเมษายน ทั้งนี้ ถึงแม้ดัชนีราคาขายส่ง ซึ่งให้น้ำหนักกับสินค้ากลุ่มเชื้อเพลิงค่อนข้างมาก จะพุ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อค้าปลีกอย่างมาก โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของอินเดียอยู่ที่ระดับ 3.93% ในเดือนพฤษภาคม แต่คาดว่าตัวเลขเงินเฟ้อขายส่งที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนี้จะยังไม่กระทบต่ออัตราดอกเบี้ยในระบบเศรษฐกิจทันที โดยธนาคารกลางกำหนดเป้าหมาย CPI ที่ระดับ 4% ภายในกรอบที่ยอมรับได้ 2% - 6% มีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน พร้อมส่งสัญญาณว่าจะรอดูผลกระทบระลอกสองจากราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นก่อนที่จะพิจารณาคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับรายละเอียดรายหมวดสินค้า พบว่าราคาเชื้อเพลิงและพลังงานขายส่งปรับตัวขึ้น 30.33% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าระดับ 24.89% ในเดือนเมษายน โดยเฉพาะราคาปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานขึ้นถึง 61.51% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 27% นับตั้งแต่สงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันของรัฐต้องปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงปลีกถึง 4 ครั้งในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์อาจบรรเทาลงบ้าง เนื่องจากสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้บรรลุกรอบข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม ยุติการปิดล้อมอิหร่านโดยสหรัฐฯ และเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งข้อตกลงเบื้องต้นดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)