ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. GDP โตเกิน 2% 'ศุภจี' คาดเศรษฐกิจภายหลังสงครามยุติ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านอย่างเป็นทางการว่า ก็ดี ส่วนเป้าส่งออกไตรมาสแรกปี 2569 ก็ดีมาก ฉะนั้นคาดว่า เป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน เราก็ต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซปัจจุบันยังเป็นเหมือนเดิม ฉะนั้นก็ต้องรอการเซ็นสัญญาสงบศึก หากมีการดำเนินการจริงๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน ซึ่งต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้อีกเพียง 1-2 วัน แต่ต้องเตรียมตัวให้ได้มากที่สุด พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและมาตรการต่างๆ โดยจะมีการสรุปกันอีกครั้งสำหรับ GDP ไตรมาสแรก อยู่ที่ 2.8 และขณะนี้จะต้องมีการทบทวนเพิ่มเติม เพราะทั้งปี 2569 เรามองจีดีพี อยู่ที่ 1.5-2% หากสถานการณ์เป็นเช่นเดิม แต่เมื่อมีความชัดเจนการลงนามสันติภาพดังกล่าวก็คาดว่า GDP ดีขึ้น น่าจะโตเกิน 2% เพราะการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้ไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยสำคัญก็น่าจะผ่อนคลายลง และทำให้เรามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น มีการค้าขายที่ดีขึ้น ทั้งนี้ สำหรับโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 มองว่า หลังเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนเมษายน พบว่าการใช้จ่ายของประชาชนดีขึ้น ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น ขณะเดียวกันเริ่มมีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมเครือข่ายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงความมั่นใจว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะสามารถผลักดันอุตสาหกรรมไทยครึ่งปีหลังให้เติบโตต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาพลังงานต้นทุนและขนส่ง แต่ยังเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมไทย
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)
2. พณ.เร่งปลดล็อกอุปสรรคฟื้นค้าชายแดน หลังเปิดด่านเมียวดี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า เมียนมาได้กลับมาเปิดด่านเมียวดี ตรงข้ามด่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 หลังปิดด่านฝ่ายเดียวตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 แม้จะเพิ่มความคล่องตัวด้านโลจิสติกส์ และลดต้นทุนขนส่ง แต่การฟื้นตัวของการค้าชายแดนยังขึ้นอยู่กับมาตรการควบคุมการนำเข้าของเมียนมา โดยเฉพาะระบบขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ซึ่งเชื่อมโยงรายได้จากการส่งออก (Export Earning) ของผู้นำเข้า ต้องมีวงเงิน Export Earning หรือจับคู่กับผู้ที่มีวงเงินเพียงพอ จึงจะใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติการ นำเข้าสินค้าได้ ส่งผลให้ขั้นตอนใช้เวลานานขึ้น และสินค้าบางประเภทต้องได้รับการอนุมัติเป็นรายกรณี สำหรับข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการนำเข้า การบริหารเงินตราต่างประเทศ และระบบ Export Earning Matching ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจนำเข้าสินค้าและกำลังซื้อของภาคเอกชนเมียนมา จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าชายแดนช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยเดือนมกราคม - เมษายน 2569 การส่งออกชายแดนไทย-เมียนมาอยู่ที่ 37,906 ล้านบาท ลดลง 10.10% ขณะที่มูลค่าส่งออกผ่านด่านศุลกากรแม่สอด อยู่ที่ 13,434 ล้านบาท ลดลง 42.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน และมาตรการควบคุมการนำเข้าของเมียนมา ซึ่งการกลับมาเปิดด่านเมียวดีคาดว่าจะช่วยสนับสนุน การฟื้นตัวของการค้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
อย่างไรก็ตาม กรมจะเจรจากับกระทรวงพาณิชย์เมียนมา ในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-เมียนมา ที่กำหนดจัดในปีนี้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบ Export Earning ให้การอนุมัติการนำเข้าสินค้าคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งติดตามมาตรการการค้า และนโยบายบริหารเงินตราต่างประเทศของเมียนมา ตลอดจนผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินค้าตามชายแดนของกระทรวงกลาโหมที่กำหนดให้อำเภอแม่สอด เป็นหนึ่งในพื้นที่ควบคุมการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเพื่อปราบปรามสแกมเมอร์ เพื่อลดอุปสรรคการส่งออกและผลักดันการค้าชายแดนไทย-เมียนมาให้กลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์
รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)
3. วาดฝันส่งออกตลาดโลก (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2569)
นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางผู้บริโภคที่ตระหนักถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดต้นทุนในระยะยาว จากการใช้วัสดุทดแทนเกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ การเติบโตที่ส่งต่อไปถึงธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ทำให้ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (DIPROM Thai-IDC) ของดีพร้อมจึงได้ดำเนินงานผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ อาทิ การพัฒนาความรู้ด้านการออกแบบและสร้างสรรค์ การส่งเสริมนวัตกรรมวัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการต่อยอดต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ทำให้ปีที่ผ่านมาได้จัดทำโครงการด้านการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สนับสนุนเอสเอ็มอี 220 ราย พัฒนาและสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์รวม 340 ผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 170 ล้านบาท ดังนั้น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสินค้า แต่เป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่า สร้างความแตกต่างทางการตลาด ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ ในปีนี้จึงได้วางแผนด้านการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ การเปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่นักศึกษา และเอสเอ็มอี ได้ร่วมแสดงศักยภาพผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่สามารถทดแทนการใช้พลาสติกได้ ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่เชื่อมโยงกับการผลิตจริงในภาคอุตสาหกรรม โดยแนวคิดที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร วัสดุชีวภาพ และวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ทางธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการสร้างนวัตกรรมที่มุ่งเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรในประเทศควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน การปรับตัวสู่ Green Packaging (บรรจุภัณฑ์สีเขียว) เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ โดยข้อมูลจาก The 2025 Sustainable Packaging Consumer Report พบว่า ผู้บริโภค 90% มีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นว่า Green Packaging ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความแตกต่างทางการตลาด เพิ่มมูลค่าให้สินค้าขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่ รวมทั้งการส่งออกไปในตลาดโลก
ข่าวต่างประเทศ
4. ญี่ปุ่นส่งออกเดือนพ.ค.พุ่ง 17% แกร่งสุดในรอบกว่า 3 ปี รับดีมานด์ชิป-รถยนต์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2569)
กระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยรายงานว่า ยอดส่งออกเดือนพฤษภาคม 2569 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรถยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง โดยยอดส่งออกเดือนพฤษภาคม ขยายตัวได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 16.2% และแข็งแกร่งกว่าในเดือนเมษายน ที่เพิ่มขึ้น 14.8% ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า ยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของญี่ปุ่นทะยานขึ้น 61.2% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบรายปี โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์พุ่งขึ้น 16.4% ส่วนยอดนำเข้าเดือนพฤษภาคม พุ่งขึ้น 12.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 แต่น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12.8% โดยญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้าในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 3.786 แสนล้านเยน (2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลการค้าในวันนี้ มีขึ้นหลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเงินเยนที่อ่อนค่าลง สำหรับเงินเยนที่อ่อนค่ามีแนวโน้มที่จะช่วยกระตุ้นการส่งออก แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลให้กับญี่ปุ่น เนื่องจากการอ่อนค่าของเงินเยนก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากการนำเข้า และทำให้กำลังซื้ออ่อนแอลง
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)