ข่าวในประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
1. นายกฯ หนุนเอกชนไทย ขยายโอกาสการค้ารัสเซีย-ยูเรเซีย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569)
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท CPF Russia จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหารและบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง รับฟังข้อเสนอแนะ และหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณภาคเอกชนไทยที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ ทั้งนี้ รัสเซียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพและเต็มไปด้วยโอกาส โดยชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศและโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งนอกจากสาขาความร่วมมือดั้งเดิมอย่างพลังงานและการเกษตรแล้ว ไทยยังมองเห็นศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการไทยใช้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกในการแสวงหาโอกาสใหม่ สร้างพันธมิตรใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน และขยายบทบาทของไทยในตลาดที่มีศักยภาพ โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น พร้อมขอบคุณภาคธุรกิจไทยในรัสเซียที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจต่อไป
นายพรวิช ศิลาอ่อน
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2. DITP บุกคุนหมิง 'ยกทัพแบรนด์ไทย' บุกตลาดจีนตะวันตก เปิดประตูสินค้าไทยสู่จีนตอนใน (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569)
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะผู้แทนประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมพิธีเปิดงาน CSA เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ซึ่ง นายเหอ เหว่ย เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลยูนนาน เป็นประธานเปิดงาน โดยกล่าวว่า งานนี้เป็นเวทีสำคัญของจีนในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมณฑลยูนนานได้วางบทบาทให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน รวมถึงเป็นฐานพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจโดรน และบริการด้านสุขภาพ โดยความสำคัญของมณฑลยูนนานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นประตูสู่จีนตอนใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียนผ่านเส้นทาง คมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุนหมิงกลายเป็นหนึ่งในเมืองยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการไทยให้ความสนใจในการขยายตลาด นอกจากนี้ ได้เป็นประธาน เปิดงาน Top Thai Brands Kunming 2026 ซึ่งได้นำผู้ประกอบการและแบรนด์สินค้าชั้นนำของไทย เดินทางไปเปิดตลาด ขยายฐานลูกค้า และเจรจาธุรกิจในประเทศจีน โดยการจัดงานในปีนี้รวบรวมผู้ประกอบการไทยและจีน รวม 51 บริษัท ครอบคลุมสินค้าอาหาร สุขภาพและความงาม แฟชั่น ของตกแต่งบ้าน และธุรกิจบริการ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดจีน โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมุ่งเน้นเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าเชิงรุก 7 นโยบายหลักกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการขยายตลาดส่งออก สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยและยกระดับ SMEs ผ่านการใช้การค้าดิจิทัลและ Cross-border E-Commerce เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการและเสริม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งงานในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อขายแบบดั้งเดิม แต่ยังเป็นเวทีแห่งโอกาสผ่านช่องทางใหม่อย่าง Cross-border E-commerce, Live Commerce และ การทำการตลาดผ่าน KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์ ในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยสู่โลกการค้าดิจิทัล ซึ่งกำลังกลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภคจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และสุขภาพ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ต้นทุนพลังงาน-วัตถุดิบพุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯพ.ค. 69 ร่วง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 84.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.3 ในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งมีปัจจัยกดดันจากภาคการผลิตที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของภาคการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ในขณะเดียวกันปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร และภาคการผลิต ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลงหรือเกิดความล่าช้าในกระบวนการผลิต อีกทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทาและปุ๋ยเคมี ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายประเภท อาทิ พลาสติก บรรจุภัณฑ์ ปิโตรเคมี และเกษตรแปรรูป ขณะที่ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง ยังเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนด้านการขนส่ง ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่องตามการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลดีต่อการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผ่นวงจรพิมพ์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 91.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 92.8 ในเดือนเมษายน 2569 มีแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีการยุติการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงาน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปุ๋ยเคมี นอกจากนี้อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น 3-4% จากแรงกดดันต้นทุนการผลิตที่ทยอยส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้ออังกฤษเดือนพ.ค. ทรงตัวที่ 2.8% ต่ำกว่าคาดการณ์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า เงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรทรงตัวในเดือนพฤษภาคม 2569 และต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรงมากเท่าที่ตลาดวิตกกังวล แม้กระทั่งก่อนที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะทำข้อตกลงยุติสงครามและฉุดต้นทุนพลังงานลดลงก็ตาม ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของเดือนเมษายน และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3% โดย ONS ระบุว่า ปัจจัยที่ฉุดรั้งเงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมนั้น มาจากการชะลอตัวของราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของราคาในภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ถูกจับตาในฐานะสัญญาณบ่งชี้แรงกดดันด้านราคาภายในประเทศนั้น ดีดตัวขึ้นแตะระดับ 3.7% ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ยังคงเลือกที่จะใช้แนวทางรอดูท่าทีก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยคณะกรรมการ BoE จะประชุมนโยบายการเงินในวันพรุ่งนี้ ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า BoE จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75% ในการประชุมครั้งนี้
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)