ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'วราวุธ' ปรับแผนตรวจโรงงานเหล็ก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงประเด็นกรณีอุตสาหกรรมเหล็กกับเทคโนโลยี Induction Furnace (IF) และมาตรฐานเหล็ก (มอก.) ว่า ไม่ว่าเหล็กจะผลิตด้วยวิธีใด ปัจจัยสำคัญอยู่ที่คุณสมบัติของเหล็กต้องได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ ซึ่งมองว่าไม่ควรยึดติดว่าต้องเป็นเทคโนโลยี IF หรือ Electric Arc Furnace (EF หรือ EAF) เท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์เหล็กต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานในทุกเส้น และทุกเตาที่ผลิตออกมา ทั้งนี้ หากอนาคตโลกเปลี่ยนจาก IF ไปเป็น EF หรือไปสู่มาตรฐาน Green Steel ประเทศไทยต้องปรับตัวตามให้ทัน โดยยึดถือมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง อีกทั้งมาตรฐานควรระบุคุณสมบัติเหล็กตามลักษณะการใช้งาน เช่น เหล็กสำหรับทำพื้น, เสาค้ำยัน หรือเหล็กรับแรง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ หากทดสอบแล้วผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยของประชาชนก็คือใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปออก มอก.แยกประเภทเทคโนโลยี เพราะถ้าในอนาคตเทคโนโลยีเปลี่ยนเป็น Green Steel หรือแบบอื่นอีก ก็ต้องมาคอยยกเลิก และออก มอก.ใหม่อยู่ตลอด ส่วนเรื่องมลพิษ ถ้าระบบไหนปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) มีอำนาจสั่งปิดเพื่อแก้ไขอยู่แล้ว และยังมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ไปศึกษารายละเอียดร่วมกับทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นเรื่องความสะอาดของกระบวนการผลิต เช่น IF ที่ถูกมองว่าใช้พลังงานสูงและสร้างมลพิษ ว่า กรอ. มีข้อกำหนดเรื่องการปล่อยมลพิษ หากโรงงานใดปล่อยเกินเกณฑ์ต้องถูกสั่งปิดทันที ส่วนการตรวจสอบโรงงานเหล็กเส้น กรอ. และ สมอ. จะต้องเข้มงวด โดยการตรวจต้องไม่ใช่การที่โรงงานตัดเหล็กรอไว้ส่งให้เจ้าหน้าที่ แต่ต่อไปเจ้าหน้าที่ต้องเป็นฝ่ายเข้าไปเลือกสุ่ม ตรวจเอง เพื่อให้ได้มาตรฐานที่แท้จริง หากไม่ได้มาตรฐานจะสั่งปิดโรงงานทันที และหากกระทำผิดซ้ำหลายครั้งอาจยึดใบอนุญาต โดย กรอ.จะต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน ข้าราชการ และดูแลผู้ประกอบการไปพร้อมกัน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
2. บีโอไออัด 2,500 ลบ. ดันธุรกิจไทยสู่อนาคต สร้างทักษะคนกว่า 6 หมื่นคน (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2569)
“เอกนิติ” นั่งหัวโต๊ะประชุมบีโอไอ อนุมัติเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ล็อตใหญ่ 48 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 2,500 ล้านบาท เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทยด้วยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว พร้อมทั้งเร่งสปีดมาตรการ Skill Bridge พัฒนากำลังคนทักษะสูงกว่า 66,000 คน เพื่อมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพร้อมแข่งขันในเวทีโลก นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มีมติอนุมัติ 17 โครงการที่ขอรับการส่งเสริมตาม "มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation)" และ 31 โครงการที่ขอรับการส่งเสริมตาม "มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge)" เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่ง ทั้ง 2 มาตรการนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเป็นเรื่องที่ รองนายกฯ ดร.เอกนิติ ผลักดันมาโดยตลอด สำหรับ "มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation)" ที่ประชุมได้อนุมัติให้การส่งเสริมบริษัทไทยจำนวน 17 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 1,033 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมเกษตร การแปรรูปอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยโครงการเหล่านี้จะมีการลงทุนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของธุรกิจผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การปรับสายการผลิตให้เป็น Smart Factory ด้วยระบบ ออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ การใช้ AI และ Data Analytics ในการวิเคราะห์กระบวนการผลิตแบบ Real-Time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดของเสียในสายการผลิต ในส่วน "มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge)" ที่ประชุมได้อนุมัติให้การส่งเสริมบริษัทและสถาบันการศึกษา/ฝึกอบรมจำนวน 31 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 1,465 ล้านบาท เพื่อพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 49,300 คน เมื่อรวมกับโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้มาตรการนี้แล้วทั้งสิ้น 35 โครงการ ซึ่งจะมีการพัฒนาบุคลากรรวม 66,500 คน
อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการที่ได้รับการสนับสนุนผ่านการพิจารณาคัดเลือกจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ มาตรฐานหลักสูตร ความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ศักยภาพและความพร้อมในการจัดฝึกอบรม โดยการฝึกอบรมจะครอบคลุมทักษะที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัล หลักสูตรด้านเทคโนโลยี AI, Data Analytics, Cloud Computing และ Cybersecurity, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หลักสูตรด้านการออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB Design) และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ หลักสูตรด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีแบตเตอรี และระบบการผลิตสมัยใหม่,หุ่นยนต์ หลักสูตรด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ และการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ หลักสูตรด้านการประยุกต์ใช้ AI และ IoT ในภาคเกษตร เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีชีวภาพ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. เฟดคงดอกเบี้ยผ่อนตลาดเงิน เอกชนอย่าวางใจปัจจัยลบอื้อ (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ว่า เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดความผันผวนของตลาดการเงินโลกในระยะสั้น เพราะภาคธุรกิจไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมทันทีแต่ยังไม่ควรมองว่าเป็นสัญญาณของการผ่อนคลายต้นทุนทางการเงินโลก เพราะปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังมีอยู่หลายด้าน โดยเฉพาะแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ดอกเบี้ยโลกอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดการณ์ จึงต้องจับตานโยบายดอกเบี้ยของเฟดอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม สำหรับไทยแม้ดอกเบี้ยนโยบายค่อนข้างต่ำที่ 1.00% และต้นทุนทางการเงินยังไม่ได้ปรับตัวตามดอกเบี้ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบเพราะความผันผวนของดอกเบี้ยสหรัฐฯอาจกระทบต่อค่าเงินบาท ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ ราคาพลังงาน รวมถึงกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป
ข่าวต่างประเทศ
4. มูดีส์คงอันดับเครดิตมาเลเซียที่ A3 แนวโน้มมีเสถียรภาพ อานิสงส์เอไอเติบโต (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2569)
มูดีส์ เรตติงส์ (Moody's Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เปิดเผยว่า ได้คงอันดับเครดิตของมาเลเซียไว้ที่ระดับ A3 โดยมีแนวโน้มมีเสถียรภาพ ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เนื่องจากเทคโนโลยีเอไอกำลังเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการยกระดับผลิตภาพและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมูดีส์กล่าวว่าการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ได้กระตุ้นการลงทุนในศูนย์ข้อมูลทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลประโยชน์ รวมถึงเกาหลีใต้ ไทย และอินเดีย พร้อมระบุว่าประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐาน แรงงานมีทักษะ และศักยภาพด้านสถาบันที่เอื้อต่อการประยุกต์ใช้เอไอ จะมีแนวโน้มได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนี้
อย่างไรก็ตาม มูดีส์คาดว่าแนวโน้มหนี้ของรัฐบาลมาเลเซียจะยังคงมีเสถียรภาพโดยรวม ด้วยแรงหนุนจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน แต่เตือนว่าการใช้จ่ายด้านเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงอาจลดทอนผลบวกจากปัจจัยดังกล่าว
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)