ข่าวในประเทศ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
1. กรอ.ดันจีดีพีไทยเกิน 3% เดินหน้า 4 เครื่องยนต์หลัก (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569)
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยกรอ. ชุดใหม่ ถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก เครื่องยนต์ที่ 1 New Economy & Infrastructure Engine คือ การสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, Automotive แห่งอนาคต, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เครื่องยนต์ที่ 2 Trade & Localization Engine คือ การเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ สินค้าและบริการไทย เกษตรและอาหารแห่งอนาคต Soft Power การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยง ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่ เครื่องยนต์ที่ 3 People Engine คือ การพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการทำงาน แต่คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill-Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น และ เครื่องยนต์ที่ 4 Government Engine คือ การเปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปในระดับโครงสร้าง วันนี้คำถามใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจจะโตเท่าไร แต่คือเราจะโตจากอะไร และจะทำอย่างไรให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงกรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
2. 'BOI' ชูไทยจุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน-อาเซียน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอ ได้นำคณะเข้าร่วมพิธีเปิดงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 โดยถือเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านซัพพลายเชนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นโดยองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) มีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทชั้นนำจาก 85 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน ซึ่งในการเข้าร่วมงาน CISCE เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ที่มีความพร้อมในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและจีน ตลอดจน ต่อยอดความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงด้าน การค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับงาน CISCE ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 เพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ และ SMEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจสุขภาพ และเกษตรสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และสอดรับกับนโยบายของไทยในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม ได้กล่าวในเวทีการประชุม ASEAN Supply Chain Cooperation ซึ่งมีประธาน CCPIT รัฐมนตรีด้านการลงทุนจากประเทศในอาเซียน นักลงทุน และผู้นำภาคอุตสาหกรรมจากจีนและประเทศต่างๆ เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนของภูมิภาค ว่า จีน ไทย และอาเซียน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนยิ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว โดยจุดแข็งของไทยในการรองรับการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานและระบบ โลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะและสามารถปรับตัวได้ดี ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ สำหรับความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป มีโอกาสสำคัญใน 3 สาขา ได้แก่ 1. การยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล 2. การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว และ 3. การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการผลิตขั้นสูง
นายพิชิต มิทราวงศ์
กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank
3. ไทยช่วยไทยพลัส-ท่องเที่ยว หนุนดัชนีเชื่อมั่น SME ไตรมาส 2/69 ฟื้น (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569)
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank โดย ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว. ร่วมกับสำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำการสำรวจ "ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ในไตรมาสที่ 2/2569 และคาดการณ์อนาคต จากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม จำนวน 400 ตัวอย่าง โดยจากการสำรวจ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไตรมาส 2/2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 50.2 ในไตรมาส 1/2569 จากปัจจัยสำคัญที่เศรษฐกิจไทยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวช่วง High Season ในเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับมาตรการของภาครัฐ ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ที่มีความชัดเจนว่าจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2569 อีกทั้งยังมีงานก่อสร้างหรือการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้นเล็กน้อย จำนวนคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น การปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการได้บ้างบางส่วน ท่ามกลางความกังวลด้านต้นทุนที่ยังคงอยู่ ในขณะที่คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 3/2569 ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ปรับเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 61.0 จากปัจจัยหนุนหลักด้านการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 55.5% รองลงมา คือ การลงทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 21.50% จากงานก่อสร้างและโครงการการลงทุนของภาครัฐ ภาคเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถรับมือกับต้นทุนที่อยู่ในระดับสูงได้ดีขึ้น 10.50%
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มความต้องการสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดังกล่าว SME D Bank ได้จัดเตรียมสินเชื่อที่สอดรับความต้องการนำไปเสริมสภาพคล่อง และช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท อีกทั้งปรับปรุงระเบียบ คำสั่ง ที่เป็นอุปสรรค ควบคู่กับการผ่อนปรนคุณสมบัติผู้กู้และหลักประกัน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อจะเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
ข่าวต่างประเทศ
4. ฟิลิปปินส์หั่นเป้าหมาย GDP ปี 69 เหตุราคาน้ำมันพุ่ง-ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 23 มิถุนายน 2569)
อาร์เซนิโอ บาลิซาคาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.5% – 4.5% หลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และประเด็นทุจริตในโครงการภาครัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ ฟิลิปปินส์เคยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะเติบโตได้ถึง 5%–6% ในปีนี้ แต่ต้องปรับลดเป้าหมายดังกล่าวลง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และผลักดันเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย ขณะเดียวกันยังทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐยังชะลอตัวจากกรณีอื้อฉาวการทุจริตในโครงการบรรเทาอุทกภัยมูลค่าหลายพันล้านเปโซ ส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2569 เหลือเพียง 2.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.3% และชะลอตัวลงจากไตรมาส 4/2568 ที่มีการขยายตัว 3%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างน่าผิดหวังในไตรมาส 1 ตอกย้ำถึงผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ก็เผชิญกับแรงกดดันอยู่ก่อนแล้ว หลังมีการเปิดโปงกรณีการทุจริตเงินงบประมาณสาธารณะมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่จัดสรรไว้สำหรับโครงการควบคุมอุทกภัย ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 4.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่าทศวรรษหากไม่นับรวมช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อีกทั้งยังส่งผลให้การลงทุนในภาครัฐและการบริโภคของภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างรุนแรง
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)