ข่าวประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. ธพว.ดึง AI ช่วย SME สู้การค้าโลกยุคใหม่ (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเน้นเรื่องการส่งเสริมการใช้ AI ให้มากขึ้นในทุกกลุ่มระบบอุตสาหกรรม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต้องเผชิญความท้าทายในการเพิ่มผลิตภาพ ทั้งเรื่องต้นทุนสูง ต้องการเพิ่มความรู้สมัยใหม่ แต่ไม่มีเงินทุนที่จะเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยี และยังถูกบีบบังคับด้วยกฎกติกาการค้ายุคใหม่ที่ต้องปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว หากยิ่งปล่อยนานวันศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกับผู้ประกอบการรายใหญ่ และระหว่างเอสเอ็มอีไทยกับคู่แข่งจากต่างประเทศจะยิ่งฉีกห่าง จึงต้องสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank รายงานว่า ธพว.ได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (DATA) และ AI ผ่านการยกระดับกระบวนการการทำงาน พร้อมเชื่อมโยงและบริหารจัดการข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยให้สามารถให้บริการสนับ สนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างยืดหยุ่น และรวดเร็ว นอกจากนี้ยังนำ AI มาช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการเพิ่มรายได้ ขยายตลาด และการบริหารต้นทุนธุรกิจ ผ่านการจัดกิจกรรม Onsite เติมทักษะความรู้ด้าน AI ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดย ธพว.ได้ดำเนินไปแล้วมากกว่า 20 ครั้ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1,500 ราย และคาดปีนี้จะช่วยยกระดับเพิ่มศักยภาพ                           ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 2,500 ราย

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

2. 'ส.อ.ท.' หนุน 'กรอ.' ปฏิรูปศก.-อุตฯ เสริมแกร่งประเทศ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ. ชุดใหม่ รวมถึงรับทราบผลการหารือร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีและภาคเอกชน ตลอดจนผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยสถาบัน IMD ซึ่งไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับที่ 26 ของโลก ปรับตัวดีขึ้น 4 อันดับจากปีที่ผ่านมา และยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 ของอาเซียน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านระบบการกำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ (Objectives and Key Results : OKR) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) และการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการลงทุนในอนาคต สำหรับการดำเนินงานภายใต้ กรอ. จะขับเคลื่อนผ่านกลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม และ 4. การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเด็นสำคัญและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการทำงาน ของ กรอ. อย่างเต็มที่ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยจะบูรณาการ ความร่วมมือกับภาครัฐผ่านคณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 คณะ เพื่อผลักดันข้อเสนอของภาคเอกชนให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ส.อ.ท. เตรียมจัดตั้งทีมสนับสนุนการทำงานในประเด็นสำคัญ อาทิ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการแก้ไขปัญหาหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะโครงการ Missing Link ชุมพร-ระนอง การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่พลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความต่อเนื่อง ผ่านการจัดทำแผนงานและติดตามผลอย่างเป็นระบบ โดย ส.อ.ท. จะเดินหน้าส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand: MiT) ให้เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการไทย สนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้สินค้าไทยในทุกภาคส่วน รวมทั้งยกระดับศักยภาพผู้ผลิตไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยเฉพาะ SMEs เพื่อช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่ง ส.อ.ท. ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท

 

นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง

กรรมการสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน

 

 

3. เปิดโรดแมปเหล็ก 3 ปี เลิกเตา IF สู่ EAF ปิดจุดเสี่ยง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2569)

นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน เปิดเผยว่า สมาคมฯ และภาคส่วนอุตสาหกรรมเหล็กไทย สนับสนุนนโยบายเชิงรุกของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จากกรณีเตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง ถือเป็นความกล้าหาญทางนโยบาย เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเตาหลอม IF ที่อยู่ในมาตรฐาน มอก.สร้างความสุ่มเสี่ยง และความกังวลในภาคการก่อสร้างมาโดยตลอด ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า เทคโนโลยีเตาอาร์กไฟฟ้า (EAF) มีข้อดีที่อุดรอยรั่วความเสี่ยงของเทคโนโลยีล้าหลังได้อย่างเบ็ดเสร็จ 4 มิติหลัก คือ 1. เนื้อเหล็กบริสุทธิ์สูงด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบ EAF ร่วมกับเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) มีกระบวนการทางเคมีที่เป่าออกซิเจนเพื่อดึงสิ่งมลทิน กักตะกรัน และกวนน้ำเหล็กด้วยก๊าซอาร์กอน ทำให้ส่วนผสมทางเคมีสม่ำเสมอ และลดสารฝังในที่ไม่ใช่โลหะได้เด็ดขาด 2. แก้โจทย์ข้อจำกัดเศษเหล็กชุมชนปนเปื้อน บริบทของไทยต้องรีไซเคิลเศษเหล็ก ชุมชนที่ปนเปื้อนสูง เช่น เศษตัวถังรถ สังกะสี ตะปู ซึ่งเตา IF ทำได้เพียงหลอมให้ละลาย แต่ไม่มีกลไกเคมีขจัดสารอันตรายอย่างกำมะถันฟอสฟอรัส หรือโบรอน ออกไปได้ ทำให้สารเหล่านี้ฝังแน่นจนกลายเป็น เหล็กด้อยคุณภาพ 3. โครงสร้างปลอดภัย ไม่เปราะหัก สารตกค้างจากเตา IF จะทำให้เหล็กเปราะหักง่าย และเสี่ยงพังทลายเมื่อโครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักสะสม การเปลี่ยนมาใช้ EAF จึงเป็นการป้องกันอุบัติภัยตึกถล่มได้ และ 4. ตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% โรงงาน EAF ลงทุนติดตั้งระบบดูดฝุ่นครบวงจร จัดการฝุ่นแดงหรือกากพิษในระบบปิด สอดคล้องตามกฎหมายแรงงาน ตลอดจนจัดซื้อเศษเหล็กผ่านห่วงโซ่อุปทานที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และรายงานข้อมูลการผลิตและสินค้าคงคลังตามเวลา เพื่อให้ภาครัฐตรวจสอบย้อนกลับได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้นโยบายการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากล และมีหลักฐานเชิงประจักษ์มารองรับชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโมเดลความสำเร็จของจีน ที่จัดทำโดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) และผลวิจัยระดับภูมิภาคอาเซียน พ.ศ.2568 โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย หรือโรดแมป เพื่อสนับสนุนแนวทางการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมให้บรรลุเป้าหมายภายใน 3 ปี โดยเสนอแก้ไขกฎระเบียบ มอก. ดังนี้ 1. แก้ไข มอก.20-2559 (เหล็กเส้นกลม) จำกัดให้เตา IF ผลิตได้เฉพาะชั้นคุณภาพ SR24 ขนาดไม่เกิน 15 มม. และอนุญาตให้ใช้เฉพาะอาคารประเภท Low Rise เช่น บ้านชั้นเดียวเท่านั้น 2. แก้ไข มอก.24-2559 (เหล็กเส้นข้ออ้อย) บังคับใช้กระบวนการผลิตจากเตา EAF หรือ BOF เท่านั้น เนื่องจากเป็นโครงสร้างหลักและสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ และ 3. กำหนดข้อบังคับเครื่องจักร ให้สายการผลิตเหล็กเส้นทุกชนิดต้องติดตั้งเตา LF เป็นเครื่องจักรภาคบังคับ

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ราคาน้ำมันค้าปลีกกัมพูชาลดลงกว่า 10% ในเดือนมิ.ย. หลังตึงเครียดตะวันออกกลางคลี่คลาย (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 24 มิถุนายน 2569)

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันค้าปลีกในกัมพูชาปรับตัวลดลงมากกว่า 10% แล้วในเดือนนี้ โดยราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาปรับตัวลดลง 10.3% สู่ระดับ 4,350 เรียล (ราว 1.08 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อลิตรในวันอังคาร จากระดับ 4,850 เรียลในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบันอยู่ที่ 4,250 เรียลต่อลิตร ลดลง 12.3% จากระดับ 4,850 เรียล ทั้งนี้ ราคาน้ำมันในกัมพูชายังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในขณะนั้นราคาน้ำมันเบนซินหรือดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 3,850 เรียลเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทางด้านทอง เมงเดวิด รองผู้อำนวยการศูนย์จีน-อาเซียนศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์กัมพูชา กล่าวว่า ราคาที่ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่น ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง ทั้งนี้ กัมพูชาจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันดีเซลทั้งหมด เนื่องจากยังไม่มีการขุดเจาะน้ำมันสำรองนอกชายฝั่งมาใช้งาน

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)