ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. "ศุภจี" นำทีมไทยแลนด์ถกผู้บริหารสหภาพยุโรป หาทางเร่งปิดดีล FTA ไทย-EU (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 26 มิถุนายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เพื่อหารือกับผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ทั้งด้านการค้าและการเกษตร โดยได้เข้าพบนายมารอส เซฟโควิช กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและความโปร่งใส และนายคริสตอฟ ฮันเซน กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร (EU Commissioner for Agriculture and Food) เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–EU ให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และวางรากฐานความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาวระหว่างไทยและ EU ทั้งนี้ การเจรจา FTA ไทย–EU เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทยในการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีความผันผวน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน กระจายความเสี่ยงทางการค้า และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยในการหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสำคัญภายใต้การเจรจา FTA ไทย–EU อาทิ การเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures : SPS) และทรัพย์สินทางปัญญา โดยได้ย้ำถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองฝ่าย ควบคู่กับการคำนึงถึงความพร้อม สถานการณ์ที่แตกต่างกัน และประเด็นอ่อนไหวที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประโยชน์สาธารณะ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันการเจรจาในประเด็นที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถสรุปผลเพิ่มเติมในการเจรจารอบที่ 9 และเดินหน้าสู่การหารือประเด็นสำคัญช่วงท้ายของการเจรจา พร้อมทั้งจะติดตามความคืบหน้าระหว่างคณะเจรจาของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด และเตรียมหารือร่วมกันอีกครั้งก่อนการเจรจารอบถัดไป
อย่างไรก็ตาม ไทยมุ่งมั่นเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย–EU ให้บรรลุผลโดยเร็วที่สุด พร้อมผลักดันประเด็นที่มีความพร้อมให้ได้ข้อสรุป และเดินหน้าหารือในประเด็นคงค้างอย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความพร้อมของภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 9 สามารถบรรลุผลในประเด็นที่มีความพร้อมและผลักดันประเด็นคงค้างต่าง ๆ ให้คืบหน้ามากที่สุด เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของการเจรจาและปูทางไปสู่การสรุปผลการเจรจาในระยะต่อไป พร้อมทั้งได้ย้ำข้อกังวลของไทยในบางประเด็นที่มีมาตรฐานสูงและต้องคำนึงถึงสถานการณ์ ความพร้อม และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
2. ส่งออกพ.ค.โต 10.6% พาณิชย์มองทั้งปี 69 มีลุ้นแตะ 8% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 มิถุนายน 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่า 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,095,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 การนำเข้า มีมูลค่า 40,044.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.1% ขาดดุล 5,711.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรวม 5 เดือนของปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) การส่งออก มีมูลค่า 162,085.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% การนำเข้า มีมูลค่า 187,295.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.6% ขาดดุลการค้า 25,209.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปัจจัยที่ผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว ยังเป็นความต้องการสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนพื้นฐานด้าน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงปัจจัยเร่งจากการนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงจากความกังวลต่อห่วงโซ่อุปทานที่ตึงตัวและความไม่แน่นอนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่วนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาจากการนำเข้าสินค้าพลังงาน ทุน และวัตถุดิบ ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการส่งออกในอนาคต ทั้งนี้ ด้านตลาดส่งออกสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 14.2% สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 33.5% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 11.7% สหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 18.4% และอาเซียน เพิ่มขึ้น 29.7% แต่จีน ลดลง 2.5% และ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ลดลง 16.1% ส่วนตลาดรอง เพิ่มขึ้น 0.1% โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย 9.2% ลาตินอเมริกา เพิ่มขึ้น 18% รัสเซียและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) เพิ่มขึ้น 7.8% ทวีปแอฟริกา เพิ่มขึ้น 6.1% สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 3% ส่วนเอเชียใต้ ลดลง 5.6% ตะวันออกกลาง ลดลง 4.4% และตลาดอื่นๆ เพิ่มขึ้น 40%
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มการส่งออก ในปี 2569 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะการฟื้นตัวอย่างจำกัดของเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางและ มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยยังคง ได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในตลาดโลกที่ขยายตัว ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลงเป็นลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกในระยะต่อไปยังสามารถรักษาสมดุลการเติบโตไว้ได้ ทั้งนี้ จากตัวเลขส่งออก 5 เดือนของปี 2569 ที่เติบโตถึง 17% ทำให้มีโอกาสสูงที่ทั้งปี 2569 จะขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายเดิม โดยหากครึ่งปีหลัง ยังรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่งออกเฉลี่ยต่อเดือน อยู่ที่ 29,245 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกทั้งปี 2569 ก็มีโอกาสแตะระดับ 8% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายพีรพันธ์ คอทอง
เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
3. สศก. ใช้ Agri-Tech ปั้น 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชูโมเดลธุรกิจรายพื้นที่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 มิถุนายน 2569)
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาผลงานวิชาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech ภายใต้โครงการบริหารจัดการภาคเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่ม และโอกาสทางการตลาด วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมศรีปลั่ง ชั้น 8 อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรหรือ Agri-Tech ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแนวคิด "เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย" เพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยสู่ เกษตรมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูลเชิงเศรษฐกิจการเกษตร โดยการสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นของคณะนักวิจัยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ในสินค้าเกษตร เป้าหมาย 4 ชนิด ได้แก่ สับปะรด อะโวคาโด ข้าว และกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการพัฒนาในมิติที่แตกต่างกัน สำหรับหัวใจสำคัญของการศึกษา คือ การจัดทำ Business Model หรือรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิดและบริบทของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ สศก. ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Positive List หรือข้อมูลรับรองคุณสมบัติสำคัญของสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมแปรรูป ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ขณะเดียวกัน การสร้างมูลค่าเพิ่มต้องคำนึงถึง Value Capture หรือการส่งต่อมูลค่าเพิ่มให้กลับไปถึงเกษตรกรต้นน้ำ ด้วย เกษตรกรควรได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการจัดแสดงนิทรรศการ 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech พร้อมการเสวนา ในหัวข้อ "แนวทางการพัฒนาความร่วมมือการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร (Agri-Tech)" รวมทั้งมีการนำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้นของสินค้าเป้าหมายทั้ง 4 ชนิด โดยผลการศึกษาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาดจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมากกว่า 1,600 ตัวอย่าง ตลอดจนการสังเคราะห์แนวทางพัฒนาสู่ New Business Model หรือรูปแบบธุรกิจใหม่
ข่าวต่างประเทศ
4. สหรัฐเผย GDP +2.1% ใน Q1/69 สูงกว่าคาดการณ์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 มิถุนายน 2569)
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2569 โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.1% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.6% นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2569 สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ระดับ 2.0% และ 1.6% ตามลำดับ และสูงกว่าการขยายตัวที่ระดับ 0.5% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งขณะนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ส่วนดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 4.4% ในไตรมาส 1/2569 จากระดับ 2.7% ในไตรมาส 4/2568
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในภาคธุรกิจพุ่งขึ้นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนถึงกระแสการลงทุนที่เฟื่องฟูในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 และลดลงจากตัวเลขประมาณการก่อนหน้านี้ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)