ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. "วราวุธ" ชี้ ไทยต้องเร่งปรับตัว ยกระดับ SME รับวิกฤตซ้อนวิกฤต (ที่มา: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "โลกป่วน เกมเปลี่ยน : นโยบายความยั่งยืนของไทยอยู่ตรงไหน" จัดโดย เดลินิวส์ ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับกฎกติกาใหม่ ภายใต้สถานการณ์ "Polycrisis" หรือ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ซูเปอร์เอลนีโญ ลานีญา ตลอดจนปรากฏการณ์ฝนตกหนักฉับพลัน (Rain Bomb) ซึ่งล้วนเป็นตัวเร่งให้เกิดความท้าทายใหม่ โดยผลกระทบในระยะสั้น (1-2 ปี) ภาคอุตสาหกรรมและ SME จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนที่กำลังมองหาพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพมากกว่า ทั้งนี้ ท่ามกลางวิกฤตยังคงมีโอกาส หากเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวรับมือได้ไว โดยเฉพาะในระยะกลาง 3-5 ปีข้างหน้า ที่โลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกติกาการค้าสากลที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มมาตรการจากสหภาพยุโรป (EU) เช่น กฎหมายปรับราคาคาร์บอน (CBAM), กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (CRA) ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมใหม่ มุ่งสู่โครงสร้างสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก (GHGs) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อก้าวข้ามข้อกีดกันทางการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องปรับตัว Rethink & Action now โดยเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เริ่มจากแนวคิด BCG Model โดยเฉพาะเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy นำทรัพยากรกลับมาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ รวมถึงปรับตัวยกระดับเรื่องการศึกษา เพิ่มทักษะและโอกาสให้กับ SME และแรงงานไทย โดยกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมที่จะสนับสนุนภาคเอกชน ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมและSME ในการเดินต่อไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไทย
น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล
ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI)
2. จับมือ MOU ยกระดับอุตฯ อาหารพัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569)
น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) เปิดเผยว่า สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมี น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันอาหาร และดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธาน คณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ และเชฟสีฟ้า เกษไชโย เจ้าของและเชฟใหญ่ร้านอาหาร Seefah นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมร่วมรับฟังเสวนา หัวข้อ "เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต" โดยปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก" จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง การขยายตัวของเมือง โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดัน ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ทางด้าน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์
ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. พ.ค.ยอดผลิตรถร่วง 17% หลังตลาดส่งออกหลักทรุดหนัก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569)
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ 17.94% เนื่องจากผลิตส่งออกรถยนต์นั่ง ลดลง 26.66% และรถกระบะลดลง 38.79% ส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออกลดลง 36.20% แม้ว่าผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 12.78% ก็ตาม ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลง 17.94% เป็นครั้งแรกที่ผลิตเพื่อขายในประเทศมากกว่าผลิตเพื่อส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับสามของการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทยที่ปี 2568 ส่งออกไป 200,001 คัน มีสัดส่วน 21% ของยอดส่งออกทั้งหมด และจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ 5 เดือนปีนี้ (เดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569) มีจำนวนทั้งสิ้น 587,759 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2568 ที่ 1.13% ทั้งนี้ เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 55,694 คัน เท่ากับ 48.76% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ 36.20% และเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 372,299 คัน เท่ากับ 63.34% ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจาก 5 เดือนแรกของปีก่อน 4.56% ขณะที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ 58,520 คัน เท่ากับ 51.24% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ 12.78% และเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 215,460 คัน เท่ากับ 36.66% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2568 ที่ 5.41% โดยส.อ.ท.ยังคงคาดการณ์ยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไปอีก 1-2 เดือนว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนประมาณการยอดผลิตรถยนต์ปี 2569 ให้มีความชัดเจนอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 57,765 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2569 ที่ 19.36% และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ 10.60% ส่งผลให้ 5 เดือนแรกของปีนี้รถยนต์มียอดขาย 288,242 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 14.10% โดยในเดือนพฤษภาคมมียอดขายเพิ่มขึ้นเพราะขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถ SUV ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเนื่องผู้ซื้อรถจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากการขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และขายรถบรรทุกเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตของบางบริษัทที่ย้ายโรงงานเสร็จแล้ว ส่วนรถกระบะมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียง 0.21% จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วเพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ หนี้ครัวเรือนยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า
ข่าวต่างประเทศ
4. มาเลเซียคาดราคาอาหารพุ่ง 8% ปุ๋ยจ่อปรับขึ้น 15-20% เหตุพึ่งพานำเข้าสูง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2569)
อักมาล นัสรุลเลาะห์ โมห์ด นาซีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย เปิดเผยว่า ราคาปุ๋ยและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับอาหารมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น 15-20% ขณะที่ต้นทุนอาหารอาจพุ่งสูงขึ้นราว 8% เนื่องจากมาเลเซียต้องพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตในปริมาณมาก โดยมาเลเซียนำเข้าปุ๋ยประมาณ 63% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ส่งผลให้ภาคการเกษตรมีความเปราะบางต่อความผันผวนและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีสภาพคล่องทางการเงินจำกัด และจะเผชิญแรงกดดันด้านกระแสเงินสดมากขึ้น หากต้นทุนการผลิตยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ควบคุมราคาสินค้าพื้นฐาน และเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคา
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้วางแนวทางรับมือวิกฤตอุปทานโลกที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยปัจจุบันปริมาณข้าวสารในประเทศ รวมถึงคลังสำรอง มีเพียงพอสำหรับการบริโภค 5-6 เดือน ส่วนอาหารจำเป็นอื่นๆ เช่น เนื้อไก่ ไข่ ปลา นม และผลไม้ มีเพียงพออย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้ สำหรับมาตรการรับมือของรัฐบาลแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การคุ้มครองประชาชน, การรักษาเสถียรภาพด้านอุปทานและราคา, การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และภาคอุตสาหกรรม และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยรัฐบาลจะยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือเงินสดแบบเฉพาะกลุ่มและอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)