ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 5 อุปกรณ์เป็นสินค้าควบคุม ยกระดับความปลอดภัยโซลาร์เซลล์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยระบบโซลาร์เซลล์ โดยการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุม เพื่อสกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้กำหนดให้แผงโซลาร์เซลล์ มอก. 61730 เล่ม 2-2567 เป็นสินค้าควบคุมไปแล้ว คาดว่าจะบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2569 และในการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) หรือ บอร์ด สมอ. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ได้มีมติเห็นชอบให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบโซลาร์เซลล์เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 5 มาตรฐาน ทั้งนี้ ได้แก่ มอก. 62930-2564 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์, มอก. 63056-2567 แบตเตอรี่ ลิเทียมสำหรับระบบ กักเก็บพลังงานไฟฟ้า, มอก. 60269 เล่ม 6-2567 ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์, มอก. 2603 เล่ม 2-2556 ตัวผกผันหรืออินเวอร์เตอร์สำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์, มอก. 60947 เล่ม 2-25xx เครื่องตัดวงจร สำหรับไฟฟ้ากระแสตรง โดยการกำหนดมาตรฐานควบคุมเพิ่มเติมครั้งนี้ ครอบคลุมสายไฟฟ้าแบตเตอรี่ ลิเทียม ฟิวส์แรงดันไฟฟ้าต่ำตัวผกผันหรืออินเวอร์เตอร์ และเครื่องตัดวงจรไฟฟ้ากระแสตรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า การใช้พลังงานสะอาดจะต้องมาพร้อม กับความปลอดภัย ซึ่ง สมอ. เตรียมออกกฎกระทรวง คาดว่า จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งจะทำให้ระบบโซลาร์เซลล์ได้รับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอย่างครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจาก แผงเซลล์แสงอาทิตย์ การส่งผ่านกระแสไฟฟ้า การแปลงพลังงาน ไปจนถึงการกักเก็บพลังงาน ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ ไฟฟ้าลัดวงจร และอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากการใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มอีก 5 มาตรฐานในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการควบคุมสินค้า แต่เป็นการปิดช่องว่างด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ทั้งระบบ เป็นการวางรากฐานให้ระบบโซลาร์เซลล์ของไทยโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และยั่งยืนในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในไทย โดยภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ประกอบการจะต้องขออนุญาต และปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยการดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในไทย ซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง จากภาครัฐ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
2. พ.ค.ดัชนี MPI ร่วง 0.8% เหตุยอดผลิต 'รถ-ปุ๋ย-ปาล์ม' ทรุด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 101.18 หดตัว 0.80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.64% สาเหตุหลักมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หดตัว 8.68% จากตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ชะลอตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของภาคครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังกดดันต้นทุนการผลิต และความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 84.7 จาก 85.3 ในเดือนก่อนหน้า ทั้งยังมีแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเสริมกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน ส่งผลดีต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภคและภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป รวมถึงการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาขยายตัว ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง กุ้งแช่แข็ง ผลไม้กระป๋อง และรองเท้าผ้าใบ ทั้งนี้ ในด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนมิถุนายน 2569 "ส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่อง" โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากการชะลอตัวของการลงทุนในหมวดยานพาหนะ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่ลดลงจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักมีแนวโน้มชะลอตัว โดยภาคการผลิตของสหรัฐอเมริกา ยังคงหดตัวจากความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่ส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากการหดตัวของภาคการผลิตในหลายประเทศ และภูมิภาคอาเซียนยังมีข้อกังวลในเรื่องของต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่เครื่องจักรอื่นๆ ที่ใช้งานทั่วไป ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.01% จากเครื่องปรับอากาศ คอนเดนซิ่งยูนิต และคอมเพรสเซอร์ ตามคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากตลาดในประเทศ และเครื่องปรับอากาศแบบหน้าต่าง ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออก เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีก่อน ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.33% จากน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเตา เป็นหลัก น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.10% จากน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์และกากน้ำตาล เป็นหลัก ส่วนอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีผลผลิตเดือนพฤษภาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.68% จากรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถบรรทุกปิกอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์ไฟฟ้า เป็นหลัก น้ำมันปาล์ม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 31.13% จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลง ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.62% เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิต สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้การกระจายวัตถุดิบบางชนิด หยุดชะงักและราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุน
นายสุโรจน์ แสงสนิท
นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ EVAT
3. ตลาดรถ EV คึกรับน้ำมันแพง แบรนด์ใหม่ร่วมดันยอด 1.2 แสนคัน (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569)
นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ EVAT เปิดเผยว่า สถานการณ์โดยรวมของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (อีวี) จากเดิมคาดการณ์ว่าความต้องการรถอีวีในประเทศไทย ปี 2569 จะลดลง เนื่องจากปีที่ผ่านมาโครงการอีวี 3.0 ได้สิ้นสุดลง ทำให้เชื่อว่าราคารถจะปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการเร่งซื้อจนมีการจดทะเบียนในปีที่ผ่านมาสูงถึง 120,000 คัน กำลังซื้อน่าจะถูกดึงไปหมด คาดว่ายอดขายรถยนต์อีวีช่วงครึ่งแรกปี 2569 จะลดลง แต่สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันแพงขึ้น ส่งผลทำให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์ยอดจองรถอีวีสูงกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปภายในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ที่ผ่านมา โดยมียอดจองรถอีวีสูงถึง 70% ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าปีนี้ยอดขายรถยนต์อีวีน่าจะไปแตะระดับ 120,000 คันเท่าปีก่อน หรือหากสถานการณ์สงครามยังรุนแรงก็อาจจะเป็นไปได้ว่ายอดขายถึง 150,000 คัน
อย่างไรก็ตาม เดิมเราคิดว่าดีมานด์รถอีวีจะถูกดึงมาใช้หมดแล้ว แต่ปรากฏว่าผิดคาด เมื่อราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กลับทำให้รถอีวีขายดีขึ้น โดยเฉพาะในงานมอเตอร์โชว์ บวกกับมีค่ายรถใหม่ๆ ส่งรถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้สถานการณ์นิ่งขึ้น และยอดจองที่เข้ามาค่ายรถอาจจะส่งมอบได้ช้า ตรงนี้ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร แต่ตัวเลขปีนี้ 1.2 แสนคันได้เห็นแน่นอน
ข่าวต่างประเทศ
4. ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเดือนพ.ค. ขยายตัว 0.5% ขานรับภาคผลิตอุปกรณ์ขนส่งแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2569)
รัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักมาจากภาคอุปกรณ์ขนส่งและเคมีภัณฑ์ที่เติบโตขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยการหดตัวในกลุ่มการผลิตเครื่องจักร โดยตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ผลผลิตเดือนเมษายน 2569 ถูกปรับทบทวนลดลงเหลือขยายตัว 0.5% ขณะที่กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ยังคงมุมมอง ต่อภาวะการผลิตภาคอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับเดือนก่อน โดยระบุว่า "ยังเคลื่อนไหวผันผวนและไร้ทิศทางที่ชัดเจน" สำหรับดัชนีผลผลิตของโรงงานและเหมืองแร่ที่ปรับผลกระทบตามฤดูกาลแล้ว อยู่ที่ระดับ 103.0 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ที่ระดับ 100 ตามรายงานเบื้องต้นของกระทรวงฯซึ่งในรายละเอียดพบว่ามี 7 ภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดยกลุ่มอุปกรณ์ขนส่ง (ไม่รวมยานยนต์) และเคมีภัณฑ์อนินทรีย์และอินทรีย์ ในขณะที่อีก 8 ภาคอุตสาหกรรมมีการผลิตลดลง ซึ่งรวมถึงกลุ่มเครื่องจักรอเนกประสงค์และเครื่องจักรสำหรับภาคธุรกิจ เครื่องจักรไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้านสารสนเทศและการสื่อสาร
อย่างไรก็ตาม ด้านการคาดการณ์จากการสำรวจความเห็นผู้ผลิต กระทรวงฯ ประเมินว่าผลผลิตในเดือนมิถุนายน 2569 จะเติบโต 3.7% และมีแนวโน้มทรงตัวในเดือนกรกฎาคม ส่วนดัชนีการส่งมอบสินค้าภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคม 2569 ขยับขึ้น 0.6% สู่ระดับ 101.6 ขณะที่ดัชนีสินค้าคงคลังปรับตัวลดลง 0.6% มาอยู่ที่ระดับ 95.4
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)