ข่าวประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. อัพสกิลนักธุรกิจป้ายแดง (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวัน 6 กรกฎาคม 2569)

 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ "DIPROM Community Skill Up : เพิ่มพลังทักษะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน" ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ว่า โครงการนี้จะเน้นพัฒนาทักษะอาชีพผ่าน 3 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ การผลิตยาดมและสเปรย์สมุนไพรไล่ยุง การผลิตลูกประคบสมุนไพร ผ้าลายไทย และลูกประคบธัญพืชไฮเทค ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและภูมิปัญญาของชุมชนอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม DIPROM กล่าวว่า สำหรับผู้ผ่านการฝึกทักษะจากโครงการจำนวน 150 คน จะสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 120,000 บาทต่อคนต่อปี ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะอาชีพควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น สามารถยกระดับจากเศรษฐกิจครัวเรือนไปสู่การสร้างผู้ประกอบการฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชน และขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างเป็นรูปธรรม

 

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

 

2. ไทยลั่นเป็นกลางสู้ศึกการค้า 2 ขั้ว 'สหรัฐ-จีน' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ภายใต้ หัวข้อ "Thailand's Golden Opportunity : โอกาสทองประเทศไทยในโลกยุคใหม่" ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการแข่งขันของขั้วอำนาจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งต่างใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ สหรัฐใช้มาตรการภาษีและการเจรจาการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญ ขณะที่จีนยังให้ความสำคัญกับการค้าเสรีและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสหรัฐยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้ง 2 ฝ่าย โดยยึดหลักการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit หรือ Joint Benefit) ไม่ใช่เอาเปรียบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้า ในส่วนของความร่วมมือกับจีน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้า นำเข้าให้มีมาตรฐานควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ผ่านการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จ้างแรงงานไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตการเกษตรของไทย ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกร ถือเป็นการสร้างประโยชน์ ร่วมกันทั้งต่อไทยและคู่ค้า ทั้งนี้ นอกจากการรักษาตลาดเดิมแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน ทั้งการเจรจาความตกลงการค้า เสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา ลาตินอเมริกา และผลักดันการเจรจา FTA กับประเทศ                                        ที่มีศักยภาพ เช่น แคนาดา และเกาหลีใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยง จากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออกไทย

อย่างไรก็ตาม ไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีทำเลเป็นศูนย์กลางภูมิภาคเอเชีย และมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากทั่วโลก โดยรัฐบาลจะใช้ศักยภาพ ดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

3. ส.อ.ท.เดินหน้า 3 มิติ เสริมแกร่งอุตฯ ไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการ ส.อ.ท. ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา นำโดยนายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธาน กมธ.ฯ ในประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ได้แก่ เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ แพทย์ครบวงจร และดิจิทัล ให้ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าในประเทศให้เข้มแข็ง พร้อมเชื่อมโยงกับ SME และอุตสาหกรรมต้นน้ำ-ปลายน้ำ เพื่อเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ลดพึ่งพาการนำเข้า รวมถึงส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมป้องกันมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอข้อเสนอต่อ กมธ.ฯ ครอบคลุมการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ลดต้นทุนการผลิต แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน และเตรียมพร้อมต่อมาตรการการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้าน สิ่งแวดล้อมและคาร์บอน ซึ่ง ส.อ.ท. พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคต ควบคู่กับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดย 1. กระจายโอกาสไปยัง SME ให้เข้าถึงแหล่งทุน นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันนโยบาย Made in Thailand (MiT) เพื่อสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม 2. ด้านมิติกฎหมาย เตรียมจัดทำ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ในกลุ่มสินค้าชำรุดบกพร่อง (Lemon Law) พร้อมประสานภาคธุรกิจและสมาคมประกันภัยกำหนดจุดยืนร่วมกัน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมาย เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และ 3. ด้านสิ่งแวดล้อม เตรียมจัดทำข้อมูลสนับสนุนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออกไทยในเวทีโลก

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีแผนผลักดันการใช้พลังงานชีวมวล เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ เน้นเชื่อมโยงการทำงานอย่างเป็นระบบระหว่างภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และเกษตร เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่เกษตรกรและสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. โอเปกพลัสมีมติเพิ่มเพดานผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569)

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส (OPEC+) เปิดเผยว่า ได้มีมติปรับเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันในเดือนสิงหาคมอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน จากระดับของเดือนกรกฎาคม โดยมติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสมาชิกทั้ง 7 ประเทศของโอเปกพลัสซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน ได้เสร็จสิ้นการประชุมทางออนไลน์ในวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อทบทวนสภาวะและแนวโน้มตลาดน้ำมันโลก โดยแถลงการณ์ระบุว่า ด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนเสถียรภาพของตลาดน้ำมัน กลุ่มโอเปกพลัสจึงตัดสินใจเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม พร้อมระบุว่า สมาชิกทั้ง 7 ประเทศจะปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตด้วยความยืดหยุ่นตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และมีกำหนดจัดการประชุมร่วมกันอีกวันที่ 2 สิงหาคม 2569 เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับแนวโน้มการผลิตสำหรับเดือนกันยายน

อย่างไรก็ตาม นับเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันที่โอเปกพลัสมีมติเดินหน้าเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมัน แม้ว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปกพลัสเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ก็ตาม ซึ่งเป็นการเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดโลกในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันกำลังปรับตัวลดลง ในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาเปิดให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถสัญจรอย่างค่อยเป็นค่อยไป           

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)