ข่าวประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. ปรับเกณฑ์ยกระดับอุตฯ สีเขียว ขจัดอุปสรรคการค้าในอนาคต (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย "ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก พร้อมป้องกันไม่ให้มาตรการด้าน สิ่งแวดล้อมและคาร์บอนของประเทศคู่ค้ากลายเป็นอุปสรรคทางการค้าในอนาคต โดยกระทรวงฯ อยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดหลักเกณฑ์การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry : GI) ให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนเสนอร่างประกาศกระทรวงฯ อย่างเป็นทางการต่อไป เพื่อให้การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) รายงานว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว ได้จัดทำแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์ GI เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน อาทิ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมาตรฐานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ISO 14064-1 โดยสาระสำคัญ คือ "ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้" มากกว่าการประกาศนโยบายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยสถานประกอบการต้องแสดงผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันต้องผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกตามมาตรฐานสากล มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ ซึ่งประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ การกำหนดมาตรการเพิกถอนการรับรองสำหรับสถานประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อป้องกันปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่อาจสร้างภาพลักษณ์ด้าน สิ่งแวดล้อมโดยไม่มีผลการดำเนินงานรองรับอย่างแท้จริง

 

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร

กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

 

 

2. บสย. ผนึกพันธมิตร ปักหมุด "ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs" ทั่วประเทศ (ที่มา: บ้านเมืองออนไลน์, ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569)

ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และภาวะเศรษฐกิจผันผวน บสย. เห็นความสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ผ่านบทบาทผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงิน ครอบคลุมการค้ำประกันสินเชื่อ การปรับโครงสร้างหนี้ การทำธุรกิจ และการเตรียมความพร้อมในการขอสินเชื่อ ฯลฯ โดยได้เดินหน้าพัฒนาช่องทางการให้บริการที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ SMEs ได้มากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเปิด "ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs" (TCG Financial Hub) หรือ "ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินย่อยนอกพื้นที่" ร่วมกับสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2567 บสย. ได้เดินหน้าเปิด "ศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs" รวมทั้งสิ้น 3 แห่ง ประกอบด้วย 1. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก โดยความร่วมมือระหว่าง บสย. และ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 2. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยความร่วมมือระหว่าง บสย. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ 3. หอการค้าจังหวัดน่าน โดยความร่วมมือระหว่าง บสย. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ และหอการค้าจังหวัดน่าน และในเดือนกันยายน 2569 นี้ เตรียมเปิดเพิ่มอีก 3 แห่ง รวมเป็น 6 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ บสย. และมหาวิทยาลัยนเรศวร 2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา และ 3. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

อย่างไรก็ตาม การเปิดศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs ร่วมกับพันธมิตรต่างๆ เป็นการนำจุดแข็งของหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือ SMEs ในพื้นที่แต่ละภูมิภาค โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (Hub) เติมความรู้ เสริมสภาพคล่อง ให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันของ บสย. ทั้งนี้ จากการเปิดศูนย์ช่วยเพื่อน SMEs ในภูมิภาคต่างๆ ผนึกกับสำนักงาน บสย. ทั้ง 11 สาขาทั่วประเทศ จะช่วยให้ บสย. สามารถขยายความช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น พร้อมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

 

นายพีรพันธ์ คอทอง

เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)

 

 

3. สศก. เร่งวางแผนโลจิสติกส์เกษตร ปี 2571-2575 รับมือ Climate Change หนุน Green Logistics ยกระดับสินค้าเกษตรไทย (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569)

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตร เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาด ตั้งแต่การรวบรวม ขนส่ง แปรรูป กระจายสินค้า ไปจนถึงในส่วนของการส่งออก หากมีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพผลผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคเกษตรต้องเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Shock รวมถึงผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งความท้าทายของโลจิสติกส์เกษตรในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่เพียงการขนส่งสินค้าให้ถึงตลาด แต่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูป เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อาจทำให้ปัจจัยการผลิตมีข้อจำกัด ต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงกระทบต่อทั้งปริมาณและ คุณภาพสินค้าเกษตร เช่น การสะสมแป้งในมันสำปะหลัง และค่าความหวานของอ้อย ดังนั้น การพัฒนาโลจิสติกส์เกษตรจึงต้องมองทั้งระบบ ไม่พึ่งพาแหล่งอุปทานหรือตลาดเพียงแหล่งเดียว เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ เนื่องจาก แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2566 - 2570 กำลังจะสิ้นสุดลง สศก. โดยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ เพื่อประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 - 2575 ให้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และภาคเกษตรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานภายใต้ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2566 - 2570 ที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการโลจิสติกส์การเกษตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนโลจิสติกส์การเกษตร มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ตลาด และลดต้นทุนให้กับภาคเกษตร ขณะที่ แผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2571 - 2575 จะต่อยอดการดำเนินงานให้ทันต่อบริบทใหม่ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าเกษตร ยกระดับคลังสินค้าและห้องเย็นเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิต ส่งเสริมการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ หรือ Multimodal Transportation พัฒนาบุคลากรและระบบให้รองรับเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และ Smart Logistics รวมถึงขับเคลื่อน Green Logistics เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ธนาคารกลางอิสราเอลหั่นดอกเบี้ยเหลือ 3.5% ต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี หลังเงินเฟ้อชะลอตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569)

ธนาคารกลางอิสราเอล เปิดเผยว่า ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 3.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง โดยธนาคารกลางอิสราเอลได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 หลังจากที่ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.5% เป็นเวลานานเกือบ 2 ปี ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางอิสราเอลได้ออกแถลงการณ์ว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดนี้มีแรงขับเคลื่อนมาจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ โดยอยู่ที่ 1.9% ซึ่งใกล้เคียงกับจุดกึ่งกลางของกรอบเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 1%- 3% โดยแถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทำขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน มีส่วนช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก และทำให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง

 

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของธนาคารกลางอิสราเอลระบุว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ชะลอตัวลงอย่างรุนแรงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน 

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)