ข่าวประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

1. EV ทะลัก 1.37 แสนล้าน ไทยปักธงฮับอาเซียน (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569)นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่มปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ) นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV อาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ) กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ทั้งนี้ ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยได้ก้าวเข้าสู่ระยะของการสร้างฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรมากขึ้น โดยมีการลงทุนครอบคลุมตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ชิ้นส่วนสำคัญสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งถือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก การผลิต EV ในไทยยังมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองตลาดในประเทศ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐและความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานในประเทศแข็งแรงขึ้น และผู้ผลิตสามารถพัฒนารุ่นรถที่เหมาะสมกับตลาดอาเซียนและตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศที่ใช้รถยนต์พวงมาลัยขวาได้มากขึ้น ไทยจะมีบทบาทในการเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ของอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนสำคัญ เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากไทยมีฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมที่แข็งแกร่ง มีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น บทบาทของไทยจะไม่ใช่เพียงตลาดปลายทางของรถยนต์ไฟฟ้า แต่จะเป็นฐานการผลิต EV และชิ้นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยใช้ตลาดในประเทศเป็นฐานรองรับการเติบโตในระยะแรก และต่อยอดไปสู่การส่งออกในระยะต่อไป โดยเป้าหมายด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทยคือการต่อยอดจากความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สู่การเป็นฐานการผลิต EV และชิ้นส่วนสำคัญของภูมิภาค ครอบคลุมตั้งแต่แบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และระบบอัจฉริยะสำหรับยานยนต์แห่งอนาคต โดยเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศและตลาดส่งออกทั่วโลก

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

2. ส.อ.ท. แนะ 5 ข้อ งบปี 70 ลงทุน 'เปลี่ยนโครงสร้างศก.' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องมองด้วยความเข้าใจต่อข้อจำกัดของภาครัฐ เพราะไทยอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับรักษาวินัยการคลัง และรับมือภาระรายจ่าย ประจำที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง "ใช้งบมากหรือน้อย" แต่คือ "ใช้งบให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด" โดย ส.อ.ท. มี 5 ข้อเสนอด้านการคลังที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ คือ 1. จัดสรรงบประมาณโดยยึดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก มุ่งไปที่โครงการที่วัดผลได้ว่าลดต้นทุน เพิ่มการจ้างงาน หรือสร้างขีดความสามารถใหม่ ไม่ควรกระจายงบจนขาดจุดเน้น 2. เพิ่มรายได้รัฐโดยขยายฐานเศรษฐกิจ ดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ใช้ดิจิทัลลดการรั่วไหล ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าขึ้นภาษีแบบเร่งด่วนที่อาจซ้ำเติมต้นทุนภาคการผลิต 3. มีระบบประเมินผลการใช้งบประมาณแบบเปิดเผย 4. เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน พลังงาน และการพัฒนาเอสเอ็มอี ควรมีช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินรัฐลงสู่โครงการที่ตรงจุด และ 5. ลดรายจ่ายประจำผ่านการปฏิรูประบบราชการสู่รัฐบาลดิจิทัล เพราะเมื่อระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนของรัฐลดลง และต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการก็ลดลงด้วย

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าในภาวะที่งบประมาณมี ข้อจำกัด ทุกบาทของภาครัฐต้องทำหน้าที่มากกว่าการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศ หากงบปี 2570 ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง จะช่วยให้ไทยมีฐานการเติบโตที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว

 

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

3. โค้งสุดท้าย 'เอฟทีเอไทย-อียู' เอกชนย้ำเพิ่มขีดแข่งขันไทย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569)

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงความคืบหน้าว่า การเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู รอบที่ 9 เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยสามารถสรุปผลการเจรจาเพิ่มเติมได้อีก 8 ประเด็น ประกอบด้วย 4 บทหลัก ได้แก่ การแข่งขันและการอุดหนุน, รัฐวิสาหกิจ, การระงับข้อพิพาท และการบริหารจัดการความตกลง รวมถึงภาคผนวกและพิธีสารอีก 4 เรื่อง ส่งผลให้ไทยและสหภาพยุโรปสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จาก 24 บท ทั้งนี้ ขณะที่การเจรจาในประเด็นที่เหลือมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยหลายเรื่องอยู่ในขั้นใกล้ได้ข้อสรุป ขณะที่การเปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือข้อเสนอร่วมกัน นับเป็นช่วงสำคัญที่การเจรจากำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย โดย ครม. มอบให้คณะเจรจาจัดทำแผนงานร่วมและเร่งหารือประเด็นคงค้าง เพื่อผลักดันการเจรจารอบที่ 10 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพในปลายเดือนกันยายน 2569 ให้คืบหน้าสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเร่งผลักดันการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ช่วงโค้งสุดท้ายจะช่วยรักษาฐานตลาดเดิม ขยายโอกาสการส่งออกและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ลดความกังวลด้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ผลักดันการยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบการแข่งขัน และธรรมาบาลทางเศรษฐกิจของไทย ช่วยสร้างความสามารถการแข่งขันของไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. จีนคาดผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทะลุ 1 แสนตัวในปีนี้ รับอุตสาหกรรมเอไอบูม (ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์, ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569)

นายกาน เสี่ยวปิน รองผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน เปิดเผยว่า ปริมาณการผลิตหุ่นยนต์  ฮิวแมนนอยด์ของจีนในปี 2569 นี้ มีแนวโน้มสูงเกิน 100,000 ตัว โดยการประยุกต์ใช้งานและระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่พัฒนาต่อเนื่องของจีนกำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ให้เติบโต ซึ่งช่วยผลักดันการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของประเทศ ซึ่งการเข้าถึงการประยุกต์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในกลุ่มบริษัทผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีขนาดตามเกณฑ์กำหนดของจีนได้สูงเกิน 30% ส่วนกองทุนเพื่อการลงทุนอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติของจีนกำลังยกระดับการดำเนินงาน เพื่อจัดสรรทุนทางสังคมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เพิ่มขึ้น

 

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกปีนี้ จะจัดขึ้นที่เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 17-20 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “การเป็นหุ้นส่วนด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่ออนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น” โดยมีผู้จัดแสดงลงทะเบียนเข้าร่วมมากกว่า 1,100 ราย ซึ่งจะจัดแสดงสารพัดนวัตกรรมเทคโนโลยีกว่า 3,000 รายการ และมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกของโลกมากกว่า 300 รายการ พร้อม 6 กิจกรรมหลัก ทั้งการสัมมนา นิทรรศการ และการแลกเปลี่ยนบุคลากร

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)