ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ดันอุตฯ ป้องกันประเทศ สู่ New Growth Engine (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "การปรับตัวอุตสาหกรรมไทยและทางเลือกใหม่ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ" ภายในงาน "THAIDEF-EX 2026" ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกำลังก้าวจากบทบาทด้านความมั่นคงสู่การเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การจ้างงาน และการส่งออก ควบคู่กับการเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยเติบโตจากประมาณ 20,000 ล้านบาท ในปี 2558 สู่ระดับกว่า 50,000 ล้านบาท ในปี 2569 ขณะที่ไทยมีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้กว่า 267 แห่ง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม 152 แห่ง หรือคิดเป็น 57% ของทั้งระบบ สะท้อนถึงความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศในการรองรับการเติบโตระยะต่อไป ทั้งนี้ โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ไทยต้องเร่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านความมั่นคงและเชิงพาณิชย์ หรือ Dual-use Technology โดยหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพสูง คือ โดรน และอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ภาคเกษตร การกู้ภัย การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ขณะที่ยานยนต์หุ้มเกราะและอุตสาหกรรมต่อเรือของไทยเริ่มสร้างโอกาสทางการส่งออกไปยังหลายประเทศ ทั้งในอาเซียน ตะวันออกกลาง และภูมิภาคอื่น
อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันการจัดตั้งเขตปลอดอากรสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสำเร็จตั้งแต่ปี 2568 เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างภาษี ลดขั้นตอนการส่งออกยุทโธปกรณ์ และผลักดันศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้อยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาแหล่งทุนเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ และร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่กาญจนบุรี เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนครบวงจร สำหรับแผน S-Curve ระยะที่ 3 ช่วงปี 2570-2574 กระทรวงอุตสาหกรรมจะมุ่งขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสีเขียว การยกระดับการผลิตผ่านการดึงศักยภาพ Deep Tech Startups และเอสเอ็มอีไทยด้าน AI หุ่นยนต์ ระบบไร้คนขับ และการร่วมทุนต่างประเทศที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง สร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ และยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้เป็นหนึ่งใน New Growth Engine ของเศรษฐกิจไทย ควบคู่กับการสร้างอำนาจอธิปไตยในการผลิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ
ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
2. กนอ. ดันชลบุรีขึ้นแท่นฮับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เปิดระบบติดตามกากอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569)
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จังหวัดชลบุรี ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง มอเตอร์เวย์ และระบบราง รวมทั้งยังมีฐานอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่ง จึงสามารถรองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างมีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดิจิทัลและเอไอ เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ อาหารอัจฉริยะ เทคโนโลยีขั้นสูง และพลังงานสะอาด โดยปัจจุบัน จังหวัดชลบุรี มีนิคมอุตสาหกรรม 28 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 55,810 ไร่ มีโรงงานกว่า 2,613 แห่ง และมีการจ้างงานในพื้นที่มากกว่า 346,000 คน โดยคาดว่าในปี 2570-2572 ความต้องการแรงงานจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี หรือคิดเป็นการจ้างงานใหม่รวมกว่า 100,000 อัตรา ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งนอกจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว กนอ. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง โดยอยู่ระหว่างเชื่อมระบบติดตามการขนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบเรียลไทม์ ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบภายในปีนี้ โดยระบบดังกล่าวจะสามารถติดตามกากอุตสาหกรรมได้ตั้งแต่ต้นทางจากโรงงานผู้ผลิต ไปจนถึงผู้กำจัดปลายทาง ผ่านระบบ GPS การตรวจสอบน้ำหนัก เส้นทาง และระยะเวลาการขนส่ง รวมถึงใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ความผิดปกติของข้อมูล เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่ากากอุตสาหกรรมถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ หากมีการร้องเรียนเรื่องการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม กนอ. ก็จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทันทีว่ามาจากรถคันใด ขนมาจากที่ไหน และไปสิ้นสุดที่ใด เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
อย่างไรก็ตาม การนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการดึงดูดการลงทุนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเกิดความเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. บอร์ดบีโอไอ ไฟเขียว 9 โครงการ ลงทุนกว่า 6.6 หมื่นล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างงานที่มีคุณค่า และเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ "คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน" ให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก ทั้งนี้ 9 โครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ประกอบด้วย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ, บริษัท ดาต้าเซคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ Datasection Inc., บริษัท ดูซาน อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ Doosan Corp. หนึ่งในแชโบล (กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่) ของเกาหลี, บริษัท ไต้หวัน ยูเนี่ยน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตวัตถุดิบสำหรับ PCB ที่ใช้ใน AI Server และ Data Center จากไต้หวัน, บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตผ้าใยแก้ว รายใหญ่จากไต้หวัน และบริษัท ลมรักษ์ กรีนเอ็นเนอร์จี จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 2 โครงการ
อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งได้ประชุมเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 โดยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน ได้แก่ การกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับ Data Center เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟเป็นการเฉพาะ ให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานอย่างเหมาะสม, การกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สอดคล้องกับแผนประเทศ, การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านกลไก Direct PPA, การจัดทำหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้า, การศึกษารูปแบบการจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงโดยตรงแก่ Data Center รายใหญ่, การเร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า, และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม
ข่าวต่างประเทศ
4. IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เหลือ 3% เตือนสงคราม-การค้า-ฟองสบู่ AI กดดัน (ที่มา: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569)
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า ได้มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ลงเหลือ 3.0% จากเดิม 3.1% ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน 2026 พร้อมเตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การแบ่งขั้วทางการค้า และความเสี่ยงจากการปรับฐานของตลาดปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกสามารถหลีกเลี่ยงภาวะชะลอตัวรุนแรงได้ โดยแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมขั้นสูง ช่วยชดเชยผลกระทบจากอุปทานพลังงานที่ลดลงจากสงคราม ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวเป็น 3.4% ในปี 2027 แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโต 3.5% ที่ทำได้ในช่วงปี 2024-2025นอกจากนนี้ ในด้านเงินเฟ้อ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อโลกปี 2026 เป็น 4.7% เพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์จากการประเมินครั้งก่อน ก่อนจะชะลอลงสู่ 3.9% ในปี 2027 โดยระบุว่าราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึงประมาณ 25% และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป
อย่างไรก็ตาม ประมาณการล่าสุดของ IMF ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ช่องแคบฮอร์มุซ จะเริ่มกลับมาเปิดการเดินเรือได้ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2026 และการขนส่งจะทยอยกลับสู่ภาวะปกติภายในเดือนมีนาคม 2027 พร้อมคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)