ข่าวประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

1. เนสท์เล่เท 2.3 หมื่นล. ลุยไทย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ บีโอไอ เห็นชอบคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) ที่ลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 อิน 1 และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี พร้อมสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่โรงงาน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ คาดว่า  เริ่มผลิตในช่วงปลายปี 2571 รองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค ทั้งนี้ โรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่จะใช้เทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและเอไอ พร้อมทั้งสร้างงานให้กับบุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง และยังใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศไทย ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทย และช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า ไทยเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี โดยการลงทุนนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า โรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่นี้จะใช้นวัตกรรม วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป โดยมูลค่าของวัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในไทยเพื่อใช้ในการผลิตของโรงงานแห่งใหม่นี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี

 

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

2. ส.อ.ท.ชี้ศก.ไทยยังเปราะบางส่งออกโตบางกลุ่มอุตฯ ส่วนใหญ่แย่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2569)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังสามารถมองในเชิงบวกได้ แต่เป็นบวกแบบต้องระมัดระวัง เพราะแรงส่งทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวทั่วถึง ขณะที่ ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นการแข่งขันด้านราคา และมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น สัญญาณบวกจากการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงจากกระแส AI และ Data Center ส.อ.ท. เห็นว่ายังไม่ควรมองตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะหากการส่งออกเติบโตจากสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง ผลต่อการจ้างงาน รายได้ผู้ประกอบการไทย และ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะยังไม่เต็มที่ สำหรับประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น คือ แนวโน้มการขาดดุลการค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 25,209 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาต่ำ หากปล่อยให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตภายในประเทศ จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และทำให้โรงงานบางกลุ่มฟื้นตัวช้ากว่าภาพรวมเศรษฐกิจปัญหาดังกล่าวนี้สะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรม ที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ระดับ 60% เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก เภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ เมื่อโรงงานเดินเครื่องต่ำ ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น สภาพคล่องตึงตัวขึ้น การลงทุนใหม่ชะลอ และสุดท้ายอาจกระทบการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

อย่างไรก็ตาม ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสและการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีลักษณะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ภาครัฐควรต่อยอดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้เชื่อมโยงไปสู่การสร้างคำสั่งซื้อแก่ผู้ผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการที่ตรงจุด ต่อเนื่อง และสามารถกระจายประโยชน์ไปยังภาคการผลิตในประเทศได้อย่างแท้จริง และแรงส่งสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง คือ การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันในช่วง 9 เดือนแรก มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วประมาณ 420,000 ล้านบาท หรือประมาณ 52% ของวงเงินงบลงทุนทั้งหมด ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน จึงควรเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ ไม่น้อยกว่า 75% ตามแผนของกระทรวงการคลัง

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

 

3. ลุยยกระดับข้าวไทย สนค.ชู 3 กลุ่มดันสู่สินค้าพรีเมียม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินโครงการศึกษา แนวทาง การยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้า เกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทย และขานรับนโยบาย "ข้าวประณีต" ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการ เปลี่ยนผ่านจาก "การขายปริมาณ" ไปสู่ "การขายคุณค่า" โดยปัจจุบันไทยใช้พื้นที่ปลูกข้าวสูงถึง 43.3% ของพื้นที่ทำการเกษตร หรือคิดเป็น 74.7 ล้านไร่ ครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน ประมาณ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ โดยการปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวขาว) เพิ่มขึ้นอย่าง ก้าวกระโดด จาก 8 ล้านไร่ ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ ในปี 2568 สวนทางกับราคา ทำให้ไทยตกอยู่ในกับดัก การผลิตเชิงปริมาณ สนค.จึงมีแผนผลักดันกลยุทธ์ "ตลาดนำการผลิต" (Demand-Driven) ส่งเสริมการค้าข้าวมูลค่าสูง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายส่วนเพิ่มให้กับสินค้าที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สนค.ได้มีการจำแนกข้าวมูลค่าสูงเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามฟังก์ชันที่ตลาดโลกต้องการ 1. กลุ่มข้าวรักษ์โลก มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ข้าวยั่งยืน ที่ผลิตตามมาตรฐานสากล (SRP) ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และข้าวอินทรีย์ ที่ปลอดสารเคมีสังเคราะห์, 2. กลุ่มข้าวเรื่องราวเน้นคุณค่าจากแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ปัจจุบันไทยมีข้าวขึ้นทะเบียน GI แล้ว 24 รายการ และข้าวพันธุ์พื้นเมือง/ข้าวดอย ที่มี รสชาติเอกลักษณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ และ 3. กลุ่มข้าวสุขภาพ รองรับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุ และคนรักสุขภาพ ประกอบด้วย ข้าวโภชนาการสูง และข้าวสี ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือข้าวเติมวิตามิน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมา สนค.ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านปัญหาอุปสรรคและศักยภาพในด้านการผลิตและการค้าจากภาคส่วน ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และ ผู้เชี่ยวชาญในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงเวียดนาม ที่เป็นตัวอย่างการวางนโยบายด้านการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ได้แก่ 1. ความสำเร็จด้านข้าวคาร์บอนต่ำ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช พิสูจน์ว่าเทคนิคนาเปียกสลับแห้ง ช่วยลดต้นทุนถึง 17% และเพิ่มผลผลิตได้ 6% 2. เวียดนาม กำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายปริมาณสู่คุณภาพ ด้วยโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ (6.25 ล้านไร่) และมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ 3. ข้าวมูลค่าสูง สามารถ สร้างราคาพรีเมียมได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวอินทรีย์ สามารถตั้งราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ 1.5-3 เท่า ขณะที่ ข้าว GI สูงกว่าถึง 1.5-3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพ สูงกว่า 1.2-3 เท่า 4. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปและการยกระดับโรงสี เป็นกลไกตัวกลางขับเคลื่อน และ 5. ผู้ประกอบการ กลางน้ำ ทั้งท่าข้าว สหกรณ์ และโรงสี ต้องเผชิญกับดักสภาพคล่อง จากระยะเวลารอรับชำระเงินที่ยาวนาน

 

ข่าวต่างประเทศ

4. แบงก์ชาติญี่ปุ่นคงมุมมองเศรษฐกิจ 9 ภูมิภาค ชี้ผลกระทบขัดแย้งตะวันออกกลาง เริ่มคลี่คลาย (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2569)

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า ได้มีมติคงระดับการประเมินภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ 9 ภูมิภาคทั่วประเทศในการประชุมวันนี้ โดยระบุว่า ความกังวลว่าวิกฤตในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการผลิตและการส่งออกเริ่มคลี่คลาย แม้จะยังเกิดความล่าช้าในการขนส่งและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในบางส่วน โดยสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า จากรายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาครายไตรมาส หรือ “รายงานซากุระ” ระบุว่า แม้บางพื้นที่ส่งสัญญาณชะลอตัว แต่เศรษฐกิจของทุกภูมิภาคยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยทุกภูมิภาคได้รับการประเมินว่าอยู่ในภาวะ “กำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป” “กำลังกระเตื้องขึ้น” หรือ “กำลังกระเตื้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” จากอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม BOJ ระบุว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจะส่งผลให้การขนส่งล่าช้าและการจัดหาวัตถุดิบบางส่วนหยุดชะงัก แต่การจัดหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกและการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยลดความเสี่ยงที่การผลิตและการส่งออกจะหดตัวลงอย่างรุนแรง

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)