ข่าวประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรงอุตสาหกรรม

 

 

1. 'กมอ.' ไฟเขียวเพิ่ม 5 มอก. 'EV' ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะกรรมการ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเห็นชอบให้ผลิตภัณฑ์และระบบที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) อีก 5 มาตรฐาน เป็นสินค้าควบคุม ประกอบด้วย สายชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบพกพา, ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC), ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบฟาสต์ชาร์จ (DC Fast Charger), มาตรฐานการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนจากด้านข้าง และ มาตรฐานการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนจากด้านหน้าของยานยนต์ ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ EV แล้ว 214 มาตรฐาน และบังคับเป็นสินค้าควบคุมแล้ว 6 มาตรฐาน ขณะที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนมีนาคม 2570 ส่วนมาตรฐานใหม่อีก 5 รายการ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2570-2571 ส่งผลให้จำนวนสินค้าควบคุมด้าน EV เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี โดยการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ที่รุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาค รวมถึงตลาด EV ในไทยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เราจึงเร่งอุดช่องโหว่สำคัญ ด้วยการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ตัวรถ แบตเตอรี่ ไปจนถึงอุปกรณ์ชาร์จไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไปสู่ระบบนิเวศ EV อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการติดตั้งสถานีชาร์จทั้งในบ้าน คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในเชิงอุตสาหกรรม มาตรฐานเหล่านี้ยังเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองสินค้าและอุปกรณ์คุณภาพต่ำจากต่างประเทศ ลดความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านราคาที่อาจแลกมาด้วยความปลอดภัย พร้อมยกระดับมาตรฐานผู้ผลิตและผู้ประกอบการในประเทศให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

 

2. 'เอกนิติ' พาบอร์ด BOI พบ ADI หนุนไทยฐานออกแบบ-ทดสอบ 'ชิป' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้นำคณะกรรมการฯ และผู้บริหารบีโอไอ ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) หรือ ADI ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทุนและหารือทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ซึ่งการลงทุนของ ADI นับเป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นหัวใจสำคัญของ "คลื่นการลงทุนลูกที่ 3" ที่กำลังเข้าสู่ไทย ทั้งนี้ ADI เป็นผู้นำตลาดชิปเฉพาะทางที่ใช้สำหรับการแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิทัล ระบบเซ็นเซอร์ และโซลูชันด้านการประมวลผลสัญญาณดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โทรคมนาคม อากาศยาน ดิจิทัล พลังงาน และการแพทย์ สำหรับการลงทุนในไทยนั้น ADI ได้เริ่มต้นจากการควบรวมกิจการกับบริษัท แม็กซิม อินทริเกรดเต็ด โปรดักส์ เมื่อปี 2564 และได้ตัดสินใจขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในส่วนต้นน้ำของเซมิคอนดักเตอร์ มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 19,000 ล้านบาท ซึ่งในการขยายการลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ ADI ในการยกระดับฐานลงทุนในไทยให้มีบทบาทสำคัญในระดับโลก โดยครอบคลุมทั้งการจัดตั้งศูนย์ออกแบบชิป (IC & PCB Design) การขยายกำลังการผลิตของศูนย์ทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม (Wafer & IC Testing) การสร้างห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และทดสอบผลิตภัณฑ์ (Failure Analysis & Reliability Lab) ตลอดจนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง โดยในปี 2568 ADI มีการส่งออกผลิตภัณฑ์จากไทยกว่า 98,000 ล้านบาท และคาดว่าการส่งออกจะเพิ่มเป็นกว่า 130,000 ล้านบาท ในปี 2569 โดยปัจจุบัน ADI มีการจ้างงานบุคลากรไทยแล้วกว่า 1,300 คน ในจำนวนนี้เป็นนักวิจัยและวิศวกรไทยกว่า 450 คน และมีแผนขยายกำลังคนเพิ่มเป็น 2,500 คน ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเพิ่มวิศวกรอีก 500 คน และช่างเทคนิค 500 คน ทั้งนี้ ADI แตกต่างจากบริษัทชั้นนำอื่นๆ ในไทย คือ ทีมผู้บริหารระดับสูงเป็นคนไทยทั้งหมด นำโดย นายวิรัตน์ ศรีอมรกิจกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท และยังเป็นนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ด้วย สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่อศักยภาพของบุคลากรไทย ทั้งในด้านวิศวกรรม การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กรเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่ง ADI ให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่อง "บุคลากร" โดยได้สร้างหลักสูตร Semiconductor Engineering พร้อมสร้างห้อง Lab ให้กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และร่วมมือกับสถาบันการศึกษากว่า 10 แห่งทั่วประเทศ ผ่านโครงการสหกิจศึกษา โดยนักศึกษาฝึกงานได้รับค่าตอบแทนพร้อมสวัสดิการ และมีอัตราการบรรจุเป็นพนักงานประจำเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2566 เป็น 53% ในปี 2569 สะท้อนเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนสำหรับคนรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้นำเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกอย่าง ADI ตัดสินใจขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และ  ยังเน้นพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง พร้อมตั้งศูนย์ออกแบบและทดสอบชิปขนาดใหญ่ เป็นบทพิสูจน์ว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตมูลค่าเพิ่มต่ำ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นฐานออกแบบและทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค ยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์จากกลางน้ำและปลายน้ำ ขึ้นสู่ต้นน้ำที่มีมูลค่าสูงสุด บีโอไอ จะเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันเป้าหมาย 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดขึ้นจริง

 

นายสุโรจน์ เเสงสนิท

นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

 

 

3. EVAT ชี้ยอดรถอีวีพุ่ง 1.5 แสนคัน หวั่นหัวชาร์จโตไม่ทัน-คุมมาตรฐานเข้ม (ที่มา: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2569)

นายสุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้นั้นคาดว่าจะมีความต้องการไม่น้อยกว่า 150,000 คัน หลังจากปี 2568 ที่ผ่านมามีความต้องการที่ 120,000 คัน จากก่อนหน้านี้ มีการประเมินว่าหลังสิ้นสุดนโยบายอีวี 3.0 ที่ผ่านมาความต้องการของรถอีวีจะลดลง สำหรับสาเหตุที่ความต้องการเพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ผลจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจรถอีวีเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน หรืออินฟราสตรักเจอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เห็นได้จากในปี 2568 ที่ผ่านมาปริมาณรถยนต์อีวีต่อหัวจ่ายไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว (DC) อยู่ที่ 25 คันต่อ 1 หัวจ่าย โดยเมื่อต้นปี 2569 ปริมาณรถอีวีเพิ่มขึ้น มีปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 35 คัน ต่อ 1 หัวจ่าย ขณะที่ปัจจุบัน เพิ่มเป็น 40 คันต่อ 1 หัวจ่าย ขณะที่พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าว่า ส่วนใหญ่นิยมชาร์จไฟโดยใช้หัวจ่ายแบบเร็ว (DC) และหากพิจารณาจากยอดจองและยอดซื้อรถยนต์อีวีในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะตัวเลขจากงานมอเตอร์โชว์ที่มียอดจองรถอีวีสูงถึง 70% ทำให้มีการคาดว่าปริมาณรถยนต์อีวีที่เพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนหัวชาร์จ อาจจะไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งานในอนาคต ดังนั้น จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพิจารณาและดูแลในส่วนนี้เพิ่มเติมด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะที่แนวทางการขับเคลื่อนของสมาคมนั้น หลังจากดำเนินการร่วมมือกับ 10 สมาคมทางด้านซัพพลายเชนไปก่อนหน้านี้ (ชิ้นส่วนยานยนต์) จากนี้สมาคมยังมีการประสานงานและหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์มือสอง, สมาคมไฟแนนซ์ วินาศภัย รวมทั้งสมาพันธ์ทางการศึกษา และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือร่วมกันดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และร่วมกันยกระดับการขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ แข่งขันได้ และยั่งยืน ตั้งแต่การผลิตยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากรรวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและผู้บริโภค และการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยสมาคมจะทำงานประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ xEV ของไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย แข่งขันได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในระยะยาว พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. เกาหลีใต้เผยส่งออกรถยนต์เดือนมิ.ย. ฟื้นตัว รับดีมานด์รถยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 16 กรกฎาคม 2569)

กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ยอดการส่งออกรถยนต์ของเกาหลีใต้ฟื้นตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน โดยได้รับอานิสงส์จากความต้องการรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรายงานระบุว่า ยอดการส่งออกรถยนต์ในเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 5.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 6.71 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ปรับตัวลดลงในช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งการพลิกฟื้นตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยยอดการส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (EU) เติบโตเพิ่มขึ้นในระดับตัวเลขสองหลักสู่ระดับ 3.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 869 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ ขณะที่ยอดส่งออกไปยังเอเชียและตะวันออกกลางลดลงในอัตราหลักสิบ สู่ระดับ 537 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ สำหรับความต้องการรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมปรับตัวขึ้น โดยยอดการส่งออกรถยนต์ประเภทดังกล่าวในเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 31.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะระดับ 2.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ครอบคลุมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) รถยนต์ไฮบริด (HEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ส่งออกทั้งหมดในเดือนมิถุนายน 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 268,169 คัน เพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบรายปี ส่วนยอดการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์หดตัวลง 2.4% สู่ระดับ 1.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จำนวนรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานภายในประเทศ เพิ่มขึ้น 11.6% แตะระดับ 394,210 คันในเดือนที่แล้ว ส่วนยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและรถยนต์นำเข้า อยู่ที่ 159,725 คันในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 9.5% จากปีก่อนหน้า

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)