ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรงอุตสาหกรรม
1. ลุยยกระดับสินค้า "เอสเอ็มอี" (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดทำโครงการ DIPROM Community Skill Up นำร่องที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงความรู้เทคโนโลยี ทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ในชุมชนให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ และต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ในอนาคต ซึ่งโครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าการฝึกอบรมทั่วไปแต่เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการถ่ายทอดความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะการนำทรัพยากรและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้ครัวเรือนและพัฒนาไปสู่การดำเนินธุรกิจในระดับชุมชน ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจจากฐานรากสู่ระดับประเทศ สำหรับกิจกรรมในโครงการมีทั้งหมด 3 หลักสูตรสำคัญ อาทิ การผลิตยาดมและสเปรย์สมุนไพรไล่ยุงการผลิตลูกประคบสมุนไพรผ้าลายไทยและลูกประคบธัญพืชไฮเทค โดยทุกหลักสูตรได้รับการออกแบบให้ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่น ต้นทุนการผลิตไม่สูง
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมยังได้จัดทำโครงการ DIPROM Flexi เพื่อปลดล็อกขีดจำกัดของผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าโอทอป เพื่อการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่มีความต้องการสอดคล้องกัน รวมทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งนี้ ได้มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชน 50 ผลิตภัณฑ์ อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม, สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย, ของขวัญของตกแต่งบ้าน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และกระแสความยั่งยืนของโลก คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้ 30 ล้านบาท ที่สามารถขยายช่องทางการตลาดอย่างครบวงจรทั้งการผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ การขยายตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มพันธมิตร เช่น Shopee, Lazada และ TikTok
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
2. เร่ง FTA รับมือโลกผันผวนดันเอสเอ็มอีใช้สิทธิลุยตลาดใหม่ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือนเมษายน 2569 รวม 31,772.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.41% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดยอันดับ 1 เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 10,622.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 69.01%, อันดับ 2 เป็นการใช้สิทธิภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 8,509.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 93.03% และอันดับ 3 ความตกลงการค้าเสรีอาเซียนอินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,007.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ 82.16% เป็นต้น สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในเดือนเมษายน ปี 2569 ได้แก่ 1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่นๆ 2. ทุเรียนสด 3. เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ 4. เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ และ 5. ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาพรวมการค้าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่ง ปรับตัว ขณะเดียวกัน FTA ก้าวจากการเป็นเครื่องมือลดอุปสรรคทางภาษี สู่การเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการค้า กรมจึงเร่ง ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อกระจายความเสี่ยง ขยายตลาดสู่คู่ค้าใหม่ สนับสนุนการยกระดับมาตรฐานการผลิต และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว นอกจากนี้ กรมยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกผ่านการจัดสัมมนาและอบรม เชิงปฏิบัติการทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้นำองค์ความรู้ด้านการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ สร้างโอกาสทางการค้า และขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2569 พัฒนาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีได้แล้วมากกว่า 1,400 ราย
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. กู้ชีพอุตฯ ยานยนต์ไทย 'ส.อ.ท.-JCC' เสนอแผนถึงรัฐบาล (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ส.อ.ท. ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Japanese Chamber of Commerce, Bangkok (JCC) นำโดยนาย Noriaki Yamashita JCC Vice President/ Automobile Division Chair ที่นำคณะเข้าหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก ซึ่ง ส.อ.ท. ได้นำเสนอนโยบาย "The New Chapter of Thai Industry : Empowering Growth with 5I" โดยเน้น 3 ด้านที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้แก่ I1 : Intelligent Industry ยกระดับการผลิตด้วย AI ระบบอัตโนมัติ และ Smart Manufacturing, I2 : Innovation & Creative Industry สร้างนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและแบรนด์ของไทย และ I3 : International Alliance & Network สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังได้นำเสนอข้อเสนอในการฟื้นฟูตลาดยานยนต์ ซึ่งเป็น Champion Product ของประเทศไทย โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการกระตุ้นการซื้อรถยนต์ อาทิ การลดหย่อนภาษีเงินได้ โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ (Trade-in Program) การผ่อนปรนหลักเกณฑ์สินเชื่อ และการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิง Biodiesel B20 เพื่อกระตุ้นการผลิตภายในประเทศและรักษาการจ้างงานในอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ทางด้านคณะผู้แทน JCC ได้สะท้อนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการรักษาฐานการผลิตยานยนต์ของประเทศไทย โดยเสนอให้พิจารณาความเหมาะสมของมาตรการด้านภาษีและกฎระเบียบ การเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมถึงการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ด้านการส่งออก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในตลาดโลก โดยทั้ง 2 ฝ่าย ยืนยันความพร้อมในการสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิด และจะร่วมกันผลักดันข้อเสนอ เชิงนโยบายต่อภาครัฐ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค
ข่าวต่างประเทศ
4. ธนาคารกลางเกาหลีใต้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หวั่นวิกฤตตอ.กลางหนุนเงินเฟ้อสูง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 17 กรกฎาคม 2569)
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หลังจากธนาคารกลางได้ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อรับมือกับกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น สำหรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 โดยในตอนนั้นธนาคารกลางได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.5% อันเป็นส่วนหนึ่งของการปรับนโยบายการเงินสู่ระดับปกติเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
อย่างไรก็ตาม กระทั่งในเดือนตุลาคม 2567 ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้เริ่มใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน และได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 1% จากระดับ 3.5% มาอยู่ที่ 2.5% เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยได้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวไว้นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ส่วนในการประชุมครั้งก่อนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางเกาหลีใต้ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.5% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)