ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. กลุ่มทุนยักษ์จีนดาหน้าปักหมุดไทย (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่าง เป็นทางการ ว่า การหารือกับภาคเอกชนจีนสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนจำนวนมากมีความสนใจเข้ามาเพิ่มและขยายฐานการผลิตในประเทศไทย โดยมองไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chain) มากกว่าการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในประเทศเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ปัจจุบันรูปแบบการลงทุนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงห่วงโซ่อุปทานสำหรับผลิต และขายในประเทศแต่กำลังก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกอย่างแท้จริง โดยนักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นศูนย์กลางในการนำชิ้นส่วนจากหลายประเทศมาประกอบ ก่อนส่งออกไปยังตลาดปลายทางทั่วโลก ซึ่งวันนี้ไทยจะถูกใช้เป็นสปริงบอร์ดในการนำชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกัน มันไม่ใช่แค่การขายจาก A ไป B แต่มันคือการนำชิ้นส่วน A มารวมกับ B เพื่อผลิตและส่งออกไปทำตลาดในประเทศที่ 3 คือ C หรือ D ในภูมิภาคอื่นๆ โลก ประเทศไทยจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่จะมาลงทุน และอีกหนึ่งโอกาสสำคัญ คือ การลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะบริษัทผู้ผลิตสาย Fiber Optic สำหรับเชื่อมต่อระบบ GPU ใน Data Center ซึ่งมีแผนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วยมูลค่านับหมื่นล้านบาทสะท้อนศักยภาพของไทยในการรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม จากการที่นายกรัฐมนตรีนำคณะเยี่ยมชมโรงงานผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ในจีนพบว่าปัจจุบันราคาหุ่นยนต์ลดลงเหลือเพียงตัวละประมาณ 1 ล้านกว่าบาท และมีศักยภาพในการทำงานใกล้เคียงมนุษย์ จึงเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโลกจะเข้าสู่ยุค Dark Factory หรือโรงงานอัตโนมัติที่สามารถเดินสายการผลิตได้โดยแทบไม่ต้องใช้แรงงานคน ทั้งนี้ ยืนยันว่าการนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนแรงงานไทย แต่เป็นการเสริมศักยภาพให้คนไทยสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นพร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (xEV) ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรควบคู่กับการลงทุน เพราะรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะอีกต่อไป แต่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลระบบ AI มอเตอร์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ไว้ด้วยกัน ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งผลักดันการประยุกต์ใช้ AI ในทุกภาคส่วน ทั้งสายการผลิต โรงงานอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการจัดการพลังงานและของเสีย พร้อมเร่งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่ล้าสมั ให้สอดรับกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมยุคใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมรองรับคลื่นการลงทุนและการแข่งขันในอุตสาหกรรมโลกอย่างเต็มรูปแบบ
นายอดิทัต วะสีนนท์
อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)
2. 'กพร.' ดึง 'อมิตา' ต่อยอด รีไซเคิลแบตเตอรี่ EV สู่การผลิตจริง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2569)
นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า กพร. ร่วมกับ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ยกระดับความร่วมมือในการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการรีไซเคิลซากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ ไปต่อยอดขยายผลสู่ภาคการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม มุ่งสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบทดแทน และขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กพร. มีภารกิจหลักในการบริหารจัดการวัตถุดิบ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติและวัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย เพื่อสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบให้แก่ประเทศ โดยได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล มีเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ได้พัฒนาขึ้นมากกว่า 90 เทคโนโลยี และหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ได้แก่ เทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ ซึ่ง กพร. ได้ดำเนินการ มาตั้งแต่ปี 2565 โดยปัจจุบัน กพร. ประสบความสำเร็จในการนำเซลล์แบตเตอรี่ EV ใช้งานแล้วมาประกอบใหม่เพื่อใช้ซ้ำ (Reuse) ในยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและอุปกรณ์กักเก็บพลังงาน รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ใช้งานแล้วอย่างครบวงจร เพื่อให้ได้ผงขั้วไฟฟ้า (Black Mass) ที่มีคุณภาพสูง และมีสิ่งเจือปนต่ำ แล้วนำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลด้วยกระบวนการโลหะวิทยาเพื่อให้ได้สารตั้งต้น (Precursor) ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบ สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน สำหรับการร่วมมือกับอมิตา ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ที่เป็นผู้นำด้านธุรกิจ พลังงานทางเลือกและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งเป็นการยกระดับ ขีดความสามารถของบุคลากรทั้ง 2 ฝ่ายในการพัฒนาอุตสาหกรรม EV อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA และบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อนโลกไปสู่พลังงานสะอาด หากประเทศไม่มีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ แบตเตอรี่เหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาสะสมในระยะยาว ทั้งในด้านความปลอดภัยและผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน หากแบตเตอรี่เหล่านี้ถูกทิ้งไปโดยไม่มีการรีไซเคิล ประเทศก็จะสูญเสียวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ ในกระบวนการผลิตได้อีกครั้ง โดยภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ อมิตาพร้อมสนับสนุนการจัดหาแบตเตอรี่และวัสดุจากกระบวนการผลิตเพื่อใช้ในการศึกษาและพัฒนา พร้อมร่วมวิเคราะห์และทดสอบวัตถุดิบที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยของภาครัฐ มาผสานกับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญและความพร้อมด้านการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพให้สามารถก้าวจากระดับห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบไปสู่การประยุกต์ใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง
นายจุฬา สุขมานพ
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ นโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)
3. เมืองใหม่ 'อีอีซี' จ่อประมูล 50 ปี '7.2 หมื่นล้าน' (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2569)
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า สกพอ.ได้จัดสัมมนาฟังความเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา มีนักลงทุนเข้าร่วมมากกว่า 200 ราย ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณบวกต่อการลงทุนใน EEC โดยจัดขึ้นเพื่อเชิญชวนเอกชนลงทุนรูปแบบการลงทุนร่วม ระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง คาดการณ์มีมูลค่า 72,042 ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่ 14,000 ไร่ทั้งนี้ สกพอ.ตั้งเป้าเปิด PPP เป็น สัญญาเดียวเนื่องจากต้องการให้โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดเสร็จพร้อมกัน ซึ่งมีการนำเสนอแนวคิดบริหารจัดการสาธารณูปโภคส่วนกลางในเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะที่ต้องการทำระบบเดียว 10 ระบบย่อย เพื่อป้องกันปัญหาการก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนดหากแยกสัญญา และเน้นย้ำความชัดเจนเรื่องการเป็นเมือง Net Zero การใช้พลังงานสะอาด สำหรับผู้ยื่นข้อเสนอ PPP ต้องรวมกลุ่มพัฒนาระบบย่อยด้านสาธารณูปโภค อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเป็นระบบบูรณาการ Single System โดย สกพอ.ไม่เน้นผลตอบแทนสูงสุดของรัฐ แต่ให้ความสำคัญกับข้อเสนอทางเทคนิคดีที่สุดและราคาค่าบริการสำหรับประชาชนต่ำสุด
อย่างไรก็ตาม เพื่อความคุ้มค่าทางการลงทุน สกพอ. ประเมินว่าการร่วมลงทุนในโครงการนี้ จะให้สัมปทานในระยะยาว 50 ปี และเมื่อใกล้หมดสัมปทานเอกชนสามารถเจรจาเพื่อต่อสัมปทานเพิ่มเติมได้ โดยเป้าหมายของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง จะเร่งรัดให้ดำเนินการบนพื้นที่ระยะแรกประมาณ 6,000 ไร่ เพื่อรองรับการพัฒนาเมืองใหม่ระยะแรกที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่นี้ด้วย สำหรับไทม์ไลน์หลังเปิดรับฟังความเห็น จากภาคเอกชนคาดว่าสรุปผลรายงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ภายในเดือนตุลาคม 2569 หลังจากนั้นจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นเอกชนเพิ่มเกี่ยวกับรูปแบบการลงทุน ก่อนเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปีนี้ และออก ประกาศเชิญชวนคัดเลือกนักลงทุนปี 2570 เพื่อเริ่มก่อสร้างทันทีในปี 2571
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้ส่งออกพุ่ง 52.3% ช่วง 20 วันแรกเดือนก.ค. รับดีมานด์ชิปโตต่อเนื่อง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2569)
สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ยอดส่งออกของเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 52.3% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 5.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงวันที่ 1-20 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากยอดส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งขึ้นเกือบสามเท่า ท่ามกลางกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเฟื่องฟู โดยยอดส่งออกจำแนกตามประเภทสินค้า ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ 2.21 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 180%, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 3.41 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 33.4%, ผลิตภัณฑ์เหล็ก 2.64 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11.1%, เรือ 2.44 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 70.8% และรถยนต์ 3.24 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 10.6% ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามจุดหมายปลายทางการส่งออก ยอดส่งออกไปยังประเทศจีนเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า สู่ระดับ 1.33 หมื่นล้านดอลลาร์ และยอดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 39.6% แตะที่ 8.96 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม สำหรับยอดนำเข้าในช่วงวันที่ 1-20 กรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกาหลีใต้เกินดุลการค้า 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ยอดส่งออกสะสมนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 5.512 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 48.7% จากปีก่อนหน้า
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)