ข่าวในประเทศ
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'ดีพร้อม' ปั้น 86 ผู้นำธุรกิจภาคใต้ขับเคลื่อนศก. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2569)
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการธุรกิจควบคู่กัน เพื่อยกระดับสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสการเติบโตของธุรกิจไทยในระยะยาว ดีพร้อมจึงเดินหน้าพัฒนาผู้ประกอบการ ผ่านกิจกรรมการพัฒนาผู้นำองค์กรสู่นักบริหาร ธุรกิจแบบมืออาชีพให้ดีพร้อม (ดีพร้อม คพอ.) ภายใต้โครงการการเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้วยการบริหารจัดการยุคใหม่ โดยในปี 2569 ได้ดำเนินกิจกรรม จำนวน 12 รุ่น ครอบคลุมทั่วประเทศ มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ระดับบุคคล ธุรกิจ ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ ภายใต้แนวคิด "คนเก่ง-ธุรกิจแกร่ง-พื้นที่เข้มแข็ง โดยหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่ดีพร้อมดำเนินกิจกรรมนี้ในปี 2569 คือ พื้นที่ภาคใต้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยว การบริการโลจิสติกส์ และการค้าชายแดน รวมถึงความได้เปรียบด้านทำเล ที่ตั้งที่สามารถเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอาเซียน จึงเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้อีกมาก ทั้งนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ มีจำนวน 3 รุ่น ครอบคลุมจังหวัดนครศรีธรรมราช นราธิวาส และสงขลามีผู้เข้าร่วมพัฒนา จำนวน 86 ราย จากหลากหลาย อุตสาหกรรมศักยภาพของภูมิภาค ทั้งธุรกิจบริการ และการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารและเกษตร แปรรูป ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลและรังนก ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสขยายธุรกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตาม "ดีพร้อม คพอ." เป็นหนึ่งในกลไกการพัฒนาผู้ประกอบการที่ดีพร้อมดำเนินมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2523 ตลอดระยะเวลากว่า 45 ปี ได้พัฒนาและยกระดับ ศักยภาพผู้ประกอบการ คพอ. จำนวน 437 รุ่น/14,000 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ จนเกิดเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการที่เข้มแข็ง สามารถต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ระหว่างกัน ปัจจุบันเครือข่ายดังกล่าวมีมูลค่าทางธุรกิจรวมกันไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งดีพร้อมได้นำบทเรียนและข้อเสนอแนะจาก ผู้ประกอบการมาพัฒนาหลักสูตร คพอ. ให้ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจในยุคใหม่มากยิ่งขึ้น
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. ดันส่งออก 1.2 ล้านล้าน ยอดลงทุนครึ่งปีแรกโต 37% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) มีการขอรับส่งเสริมการลงทุน 1,299 โครงการ มูลค่า 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุด 2 อันดับแรก คือ 1. อุตสาหกรรมดิจิทัล 90 โครงการ มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท 2. อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 179 โครงการ มูลค่า 120,230 ล้านบาท ส่วนอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุด คือ พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ 198 โครงการ มูลค่า 26,354 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งนี้ ทางด้านการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) มียื่นขอรับส่งเสริม 877 โครงการ เงินลงทุน 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% ประเทศที่มีมูลค่าคำขอรับส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก คือ สิงคโปร์, สหราชอาณาจักร, จีน, ไต้หวัน และญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่ม 82,000 ตำแหน่ง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่า 386,000 ล้านบาท ต่อปี หรือ 42% ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
3. ดัชนีค่าขนส่งพุ่ง 11.1% รับราคาน้ำมัน-ต้นทุนค่าแรงเพิ่ม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) ไตรมาส 2 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 โดยมีปัจจัยหลักจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก และคาดว่าในไตรมาส 3 ปี 2569 ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน มีแนวโน้มจะทรงตัวในระดับสูง ทั้งนี้ ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามกิจกรรมการผลิต (CPA) ไตรมาส 2 ปี 2569 สูงขึ้น 11.1% เมื่อเทียบกับ ไตรมาส 2 ปี 2568 โดยเป็นการปรับตัวสูงขึ้นในทุกหมวด ได้แก่ หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรม และการประมง สูงขึ้น 15.5% จากการสูงขึ้น ของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, หมวดผลิตภัณฑ์ จากเหมือง สูงขึ้น 4.3% จากการสูงขึ้นของหิน ทราย และดิน และลิกไนต์ และหมวดผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม สูงขึ้น 10.7% จากการสูงขึ้นของค่าบริการขนส่งผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องจักรและเครื่องมือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ยานยนต์ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ สำหรับดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน โครงสร้างแบ่งตามประเภทรถ (CVT) ไตรมาส 2 ปี 2569 สูงขึ้น 11.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 โดยเป็นการปรับตัวสูงขึ้นของรถ ทุกประเภท ได้แก่ รถกระบะบรรทุก สูงขึ้น 12.0% รถพ่วง สูงขึ้น 11.3% รถตู้บรรทุก สูงขึ้น 12.5% รถบรรทุกเฉพาะกิจ สูงขึ้น 6.1% รถบรรทุกของเหลว สูงขึ้น 9.1% รถบรรทุกวัสดุอันตราย สูงขึ้น 13.2% และหมวดรถกึ่งพ่วงบรรทุก วัสดุยาว สูงขึ้น 4.8% โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 ปี 2569 นอกเหนือจากราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลกแล้ว ยังมีปัจจัยหนุนจากฝั่งอุปสงค์ตามการขนส่งสินค้าเกษตรประจำฤดูกาล ที่มีปริมาณความต้องการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการในภาคโลจิสติกส์ ยังเผชิญกับต้นทุนดำเนินงานอื่นๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ค่าบำรุงรักษาพาหนะ ค่าอะไหล่ และ ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ เป็นต้น รวมถึงปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถบรรทุกที่มีทักษะ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาค่าบริการสูงขึ้นเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนนในไตรมาส 3 ปี 2569 คาดว่า จะยังทรงตัวในระดับสูง โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งคาดว่าจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2568 ประกอบกับอุปสงค์ในการขนส่งที่ได้รับแรงหนุนจากสินค้าเกษตรประจำฤดูกาลที่จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก อีกทั้งในช่วงฤดูฝนอาจเป็นอุปสรรคต่อภาคการขนส่ง ซึ่งจะส่งผลให้ระยะเวลาในการขนส่งต่อเที่ยวสะสมนานขึ้น
ข่าวต่างประเทศ
4. ตลาดรถยนต์ยุโรปฟื้นต่อเนื่อง ยอดจดทะเบียนเดือนมิ.ย.เพิ่ม 13.1% ดีมานด์ EV แกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 24 กรกฎาคม 2569)
สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (ACEA) เปิดเผยว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในยุโรป ซึ่งรวมถึงประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) กลุ่มสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) และสหราชอาณาจักร อยู่ที่ 1.41 ล้านคัน ในเดือนมิถุนายน 2569เพิ่มขึ้น 13.1% ขณะที่ยอดจดทะเบียนสะสมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.1% สู่ระดับ 7.23 ล้านคัน โดยในเดือนมิถุนายน ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เพิ่มขึ้น 51.0% สู่ 360,843 คัน ส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้น 22.7% และรถยนต์ไฮบริด (HEV) เพิ่มขึ้น 17.1% สวนทางกับยอดจดทะเบียนรถยนต์ใช้น้ำมันเบนซินที่ลดลง 12.2% และรถยนต์ดีเซลที่ลดลง 16.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์จากจีนยังคงขยายส่วนแบ่งตลาดในยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ของบีวายดี (BYD) ในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบรายปี ขณะที่ยอดขายของเชอรี่ ออโตโมบิล (Chery Automobile) พุ่งขึ้น 271% และเอสเอไอซี มอเตอร์ (SAIC Motor) เพิ่มขึ้น 50.7% ส่วนเทสลา (Tesla) ของสหรัฐฯ มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 72.1%
อย่างไรก็ตาม สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่มีสัดส่วน 20.7% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในสหภาพยุโรป เพิ่มขึ้นจาก 15.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รถยนต์ไฮบริดยังคงเป็นระบบขับเคลื่อนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในสหภาพยุโรป ด้วยส่วนแบ่งตลาด 37.3%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)