ข่าวประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายภาสกร ชัยรัตน์

รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

 

1. 'ไทย-ญี่ปุ่น' ดันลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569)

นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดประชุม Thailand-Japan Bio Business Roundtable เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมชีวภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยของ ทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เน้นย้ำการผลักดัน BCG ให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่าการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยมีความพร้อมด้านทรัพยากรชีวภาพและวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย ขณะที่ญี่ปุ่นมีความ โดดเด่นด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ หากทั้ง 2 ประเทศสามารถผสานจุดแข็งร่วมกัน จะช่วยต่อยอดการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพของทั้ง 2 ประเทศ นำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมชีวภาพของทั้ง 2 ประเทศ พร้อมทั้งนำเสนอศักยภาพ และความเชี่ยวชาญของหน่วยงานและบริษัทที่เข้าร่วม เพื่อแสวงหาโอกาสในการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี การลงทุน และการดำเนินธุรกิจร่วมกันในอนาคต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชีวภาพ

อย่างไรก็ตาม บริษัทจากญี่ปุ่นได้ร่วมนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ขณะที่ผู้แทนฝ่ายไทยนำเสนอศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมและแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของไทย ก่อนร่วมประชุมโต๊ะกลม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ แนวโน้มอุตสาหกรรมชีวภาพ ประเด็นความสนใจร่วม โอกาสความร่วมมือด้านวิจัย ตลอดจนแนวทางการต่อยอดความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในระยะต่อไป

 

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT

 

 

2. GIT ลงนาม MOU 2 หน่วยงานจีน ช่วยผู้ประกอบการไทยขายอัญมณี-เครื่องประดับ (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569)

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้มาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ การตลาดและการค้า กับสองหน่วยงานจากสาธารณะรัฐประขาชนจีน ได้แก่ นาย Zheng Qi Song ผู้จัดการทั่วไป Shanghai Jing'an Real Estate Group Import and Export Co., Ltd. และนาย Simon Chan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร China Gems & Jade Exchange ที่ Zhangyuan Brand Bonded Warehouse Building มณฑลเซี่ยงไฮ้ โดยการลงนาม MOU ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการค้า และเชื่อมโยงโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยในตลาดจีน ส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของทั้งสองประเทศ ตลอดจนสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจและเข้าถึงตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับความร่วมมืออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ไทย-จีน ทั้งนี้ GIT จะเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้ การรับรองมาตรฐานและคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจับคู่ธุรกิจ ขณะที่ China Gems & Jade Exchange จะให้คำปรึกษาด้านการเข้าสู่ตลาดจีน การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร ส่วน Shanghai Jing'an Real Estate Group Import and Export Co., Ltd. จะสนับสนุนบริการคลังสินค้าทัณฑ์บน การจัดแสดงสินค้า โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดจีนอย่างครบวงจร

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ GIT ยังได้นำคณะเข้าร่วมการประชุมหารือทางธุรกิจ พร้อมเยี่ยมชมบริษัทที่มีการจัดจัดแสดงแพลตฟอร์มเครื่องประดับและอัญมณีปลอดภาษีระดับนานาชาติ อันถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการศึกษารูปแบบการค้าสมัยใหม่ และแนวทางการขยายตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสู่ต่างประเทศ ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ SMART JEWELER by GIT ที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันตลาดโลก ทั้งด้านการพัฒนาแบรนด์ การออกแบบ การสร้างมูลค่าเพิ่ม การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้สามารถต่อยอดธุรกิจ ขยายโอกาสทางการค้า และเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีสากล

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 

 

3. นำเข้าแซงส่งออกปี 69 ไทยเสี่ยงขาดดุลสูงสุด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยรายงานว่า การส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 20.8% การเติบโตเกินกว่าครึ่งมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่กลับมาขยายตัวอย่างแข็งกร่งที่ 66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการส่งออกหลักของไทย นำโดย การส่งออกคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนรวม HDD และอุปกรณ์สื่อสาร ที่ได้รับ อานิสงส์ของความต้องการ AI และ Data Center ทั่วโลก รวมถึงส่วนหนึ่ง ยังเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า จากสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของไทย โดยขยายตัวสูง 73% รองลงมาเป็นตลาดจีนและสิงคโปร์ที่ขยายตัวดีเช่นกัน ขณะที่ การส่งออกสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์กลับมาเร่งตัวเช่นกัน โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐที่ได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าก่อนมาตรการภาษีมาตรา 122 สิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ทำให้การส่งออกสินค้า เช่น อาหารทะเลแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวดี ขณะที่ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังสนับสนุนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปของไทยไปยังประเทศในอาเซียนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ภาคส่งออกไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสหรัฐเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 ในประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) กับ 60 เขตเศรษฐกิจ ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 โดยไทย ถูกกำหนดอัตราภาษีสูงสุดไว้ที่ 12.5% ซึ่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐ คาดว่าจะมีจำกัด โดยไทยถูกเก็บอัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ 12.5% ยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง และสินค้าส่งออกไปสหรัฐหลายรายการ โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า นอกจากนี้ หากไทยบรรลุการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐสำเร็จจะส่งผลให้อัตราภาษีลดเหลือ 10% เช่นเดียวกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งภาระภาษีของไทยจะใกล้เคียงกับระดับที่เผชิญอยู่เดิมโดยจากสถานการณ์ข้างต้นทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14% จาก 8.2% ในปี 2569 และปรับเพิ่ม ประมาณการภาพรวมการนำเข้าไทยขึ้นเป็น 27% จาก 13.9% ส่งผลให้ ในปี 2569 ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้า (Customs basis) สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ดัชนี PMI รวมภาคผลิต-บริการสหรัฐสูงสุดรอบ 8 เดือนในก.ค. (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม 2569)

เอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.6 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 51.9 ในเดือนมิถุนายน โดยดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคธุรกิจสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคบริการ จากการที่สหรัฐเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ส่งผลให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจพุ่งสูงสุดในรอบ 8 เดือน

อย่างไรก็ตาม สำหรับดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น ปรับตัวลงสู่ระดับ 53.8 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน จากระดับ 53.9 ในเดือนมิถุนายน โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคการผลิต ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.6 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 8 เดือน จากระดับ 51.2 ในเดือนมิถุนายน โดยดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ภาวะขยายตัวของภาคบริการ

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)