ข่าวในประเทศ
นางดวงดาว ขาวเจริญ
รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ขยายวงเงิน 2 สินเชื่อ 'เสือติดปีก-คงกระพัน' อุ้ม SMEs ฝ่าวิกฤต (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2569)
นางดวงดาว ขาวเจริญ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตน ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ครั้งที่ 5/2569 โดยการประชุมครั้งนี้มีนางสุชาดา โพธิ์เจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี นางสาวณิรดา วิสุทธิชาติธาดา รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ คณะกรรมการกองทุนฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ซึ่งในการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบขยายกรอบวงเงินสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากยิ่งขึ้น ในส่วนของโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ "เสือติดปีก" รอบ 2 ได้ขยายวงเงินจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 3,500 ล้านบาท และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ "คงกระพัน" รอบ 2 ได้ขยายวงเงินจาก 500 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท พร้อมกำหนดเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อยื่นขอสินเชื่อภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังได้พิจารณาอนุมัติประมาณการรายจ่ายของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และเห็นชอบตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 รวมทั้งรับทราบผลการติดตามระบบจัดการที่สำคัญ และผลการดำเนินงานตามภารกิจของกองทุนฯ เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ พ.ศ.2569
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนาการดำเนินงานของกองทุนฯให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับบทบาทของกองทุนฯในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เสริมความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยโครงการสินเชื่อ "เสือติดปีก" มุ่งเน้นกลุ่มเอสเอ็มอีศักยภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี ส่วนโครงการสินเชื่อ "คงกระพัน" เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้ธุรกิจฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจได้
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)
2. DITP เผยชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ไทย มีโอกาสขายตลาดเยอรมนี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2569)
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เร่งขยายตลาดสินค้าไทยและบริการไทย ตามนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยล่าสุดได้รับรายงานจาก นางสาวเนตรนภิศ จุลกนิษฐ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ถึงผลการสำรวจธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ในเยอรมนี และโอกาสในการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยเข้าไปจำหน่ายในตลาดเยอรมนี โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานผลการสำรวจตลาดอะไหล่รถยนต์ในเยอรมนี พบว่า กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังคงมีความต้องการอยู่ แต่เริ่มเข้าสู่ระบบไฮบริด คือ ต้องมีชิ้นส่วนยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปเพื่อรักษาตลาดเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องเริ่มสต็อกสินค้าของรถไฟฟ้า (EV) เพื่อป้อนความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนพฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่า ต้องการความโปร่งใส โดยการเปรียบเทียบราคา การจัดหาสินค้าของผู้ประกอบการ และให้ความสำคัญกับราคาต้องมาก่อน จากภาวะอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนและความโปร่งใส ข้อมูลการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การรีไซเคิล
อย่างไรก็ตาม ไทยในฐานะที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นเวลายาวนาน ต้องเผชิญกับความท้าทายของเทรนด์ใหม่ของตลาดยานยนต์ จึงต้องปรับตัวและวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า จากการที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จีนมาตั้งฐานการผลิตในไทย และการเกิดอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน ทั้งแบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกอะไหล่รถยนต์ไปยังเยอรมนีเช่นเดียวกัน แต่มีข้อพึงระวัง คือ ต้องให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล ที่เยอรมนีให้ความสำคัญและเข้มงวดในเรื่องนี้ นอกจากนี้ จะต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และการรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย E) โดยชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีผลต่อความปลอดภัยของยานพาหนะหรือสิ่งแวดล้อม เช่น เบรก ไฟ ยาง กระจกหน้ารถ ต้องได้รับการรับรองทั้งสิ้น ส่วนการส่งออกไปจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขพิธีการศุลกากรอย่างเคร่งครัด
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. ส.อ.ท.หารือสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะผู้บริหารของ ส.อ.ท. ได้ให้การต้อนรับ Mr. Daniel Newman, Deputy Counsellor for Economic Affairs, สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา โดยในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐฯ ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย ตลอดจนพัฒนาการด้านการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบังคับใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคอุตสาหกรรมไทยให้ความสนใจและมีความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการค้า การลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชนไทยในการจัดกิจกรรมคู่ขนานของการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เพื่อใช้เวทีดังกล่าวเป็นโอกาสในการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนไทย สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนักลงทุนและภาคธุรกิจจากนานาประเทศ รวมถึงผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ได้แสดงความยินดีต่อการที่บริษัทสหรัฐฯหลายแห่งได้ขยายการลงทุนในไทย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทย พร้อมทั้งแสดงความคาดหวังว่าจะมีบริษัทสหรัฐฯรายอื่นเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกและคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และหวังว่าทั้งสองประเทศจะร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ข่าวต่างประเทศ
4. PMI ภาคการผลิตเกาหลีใต้เพิ่มแตะ 53.1 ในเดือนก.ค. ดีมานด์ส่งออกหนุนขยายตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจว่า กิจกรรมภาคการผลิตของเกาหลีใต้ขยายตัวเร็วขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2569 เนื่องจากอุปสงค์การส่งออกที่พุ่งสูงขึ้น โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของเกาหลีใต้อยู่ที่ 53.1 ในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้นจาก 52.1 ในเดือนมิถุนายน และยืนเหนือระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 8 ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว โดยผลสำรวจพบว่า ผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ขยายตัวในอัตราเร็วขึ้น ขณะที่คำสั่งซื้อส่งออกใหม่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และในอัตราที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 โดยเห็นความแข็งแกร่งเป็นพิเศษในภาคเซมิคอนดักเตอร์และภาคยานยนต์
อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 4 ของเอเชีย ขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 2 โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่เฟื่องฟู ซึ่งชดเชยการลดลงของการลงทุนด้านการก่อสร้าง ส่วนข้อมูล เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ผลผลิตภาคโรงงานของเกาหลีใต้ในเดือนมิถุนายน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)