ข่าวในประเทศ
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
1. เจาะตลาดอาหาร-เวชสำอาง (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2569)
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางสาวบรรจงจิตต์อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกผลไม้แปรรูปเชิงรุก โดยยึดความต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นตัวตั้ง พร้อมผลักดันการทำงานใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรม การขยายตลาดเชิงรุก และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กรมฯ มุ่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าว มะม่วง ผ่านการแปรรูปที่หลากหลาย ทั้งอาหาร อาทิ ฟรีซดราย อบแห้ง แช่แข็ง พิวเร่ (อาหารที่ทำจากผัก ผลไม้ หรือถั่ว ที่นำมาทำให้สุกแล้วบด ปั่น หรือกรองจนเป็นเนื้อครีมข้นหนืดและเนียนละเอียด) ซอส ไอศกรีม รวมถึงกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สินค้าไบโอเบส เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก ส่วนการขยายตลาดในระยะเร่งด่วน จะมุ่งเน้นการทำตลาดผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ THAIFEX-Anuga Asia งาน Thai Festival และเทศกาลท้องถิ่นในประเทศต่างๆ ควบคู่กับการใช้เครือข่ายร้านอาหาร Thai SELECT ในต่างประเทศเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ รวมถึงจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อเจาะตลาดผู้ประกอบการกลุ่ม HORECA (โรงแรม ร้านอาหาร บริการอาหารนอกสถานที่) รายใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจเบเกอรี ไอศกรีม และอุตสาหกรรมอาหาร
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีแผนผลักดันผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง เช่น น้ำมะพร้าวและผลไม้แห้งเจาะตลาดผู้บริโภคสายสุขภาพและตลาดของฝาก โดยชูจุดเด่นคุณค่าทางโภชนาการและการเป็นสินค้าพรีเมียมในช่วงเทศกาลสำคัญ ขณะที่การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ กรมจะเร่งให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบมาตรฐาน และข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ตลอดจนเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างผู้ส่งออกกับผู้ผลิตรายย่อยและกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ ให้เข้ามาเป็นเครือข่ายการผลิต เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศการส่งออกของไทย โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผลไม้แปรรูปไทยสามารถเจาะตลาดเป้าหมายได้อย่างตรงจุดเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
2. สนค.ชี้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ไทยครองอันดับ 2 โลก รองแค่เยอรมนี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2569)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว หรือ Pet Humanization ซึ่งส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะด้าน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มสำคัญของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกในระยะต่อไป คือ เทรนด์สัตว์เลี้ยงสุขภาพดี สินค้าพรีเมียมในราคาเข้าถึงได้ หรือ Healthy Pet-Affordable Premium คือ ผู้บริโภคยังต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูง และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ในขณะเดียวกันภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องความคุ้มค่า ราคาเข้าถึงได้ และคุณประโยชน์ที่เห็นชัดเจนมากขึ้น สำหรับสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีโอกาสเติบโต ได้แก่ อาหารสูตรโปรตีนสูง อาหารเสริมวิตามินและแร่ธาตุ อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อาหารสูตร ย่อยง่าย อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงสูงวัย อาหารสำหรับแมว และผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือมีการ กล่าวอ้างด้านสุขภาพที่ชัดเจน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพิ่มขึ้น เช่น โปรตีนจากไก่ ปลา ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และวัตถุดิบเกษตรแปรรูปอื่นๆ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับภาคเกษตรไทย ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรภายในประเทศ และต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสูตรอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ มาตรฐานความปลอดภัย และการสื่อสารคุณประโยชน์ของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ขนาดสินค้าที่หลากหลาย และราคาที่เข้าถึงได้ จะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดพรีเมียม และตลาดผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการสินค้าคุณภาพดี ในราคาสมเหตุสมผล
อย่างไรก็ตาม ส่วนกลยุทธ์การทำตลาด ผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมที่ราคาเหมาะสม หรือ Affordable Premium โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านวัตถุดิบอาหาร ความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูป มาตรฐานความปลอดภัย และความสามารถในการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดปลายทาง ควรรักษาฐานตลาดหลัก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพสินค้าในขณะเดียวกันควรเร่งขยายตลาดศักยภาพ เช่น อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดเมืองรองในเอเชียที่มีจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น รายได้ของชนชั้นกลางขยายตัว และพฤติกรรมการซื้อสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์และร้านค้าเฉพาะทางมากขึ้น
นายจุฬา สุขมานพ
เลขาธิการคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC
3. ปลื้มเอกชนจ่อลงทุน EECiti เพียบ (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2569)
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เปิดเผยว่า EEC ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พบว่า มีนักลงทุน ผู้ประกอบการชั้นนำ ทั้งไทยและต่างประเทศ ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานมากกว่า 100 ราย โดยได้แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของโครงการ EECiti และมีความสนใจในการร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP ในโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ EEC จะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการจัดเวทีสัมมนาครั้งนี้ไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการและจัดทำเอกสารคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อออกแบบโครงการ PPP ที่ตอบโจทย์ทั้งภาครัฐและเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน และเตรียมเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดในปี 2571 ต่อไป
อย่างไรก็ตาม EEC เชื่อมั่นว่า การออกแบบโครงการที่ดี ต้องเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนจริง เวที Market Sounding ครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาโครงการรูปแบบการร่วมลงทุน โครงสร้างการลงทุน สิทธิประโยชน์ ตลอดจนข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะช่วยให้โครงการมีความเหมาะสม
ข่าวต่างประเทศ
4. เวียดนามขาดดุลการค้าสูงถึง 3.59 พันล้านดอลล์ หลังนำเข้าพุ่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 4 สิงหาคม 2569)
สำนักงานสถิติของเวียดนาม เปิดเผยรายงานว่า เวียดนามขาดดุลการค้าเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันในเดือนกรกฎาคม 2569 เนื่องจากยอดการนำเข้าพุ่งขึ้นแซงหน้าการส่งออก ขณะที่โรงงานต่างๆ ยังคงเร่งขยายกำลังการผลิต แม้ว่าเศรษฐกิจเวียดนามซึ่งต้องพึ่งพาการส่งออกกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ก็ตาม ทั้งนี้ ยอดส่งออกเดือนกรกฎาคมของเวียดนามปรับตัวขึ้น 25% สู่ระดับ 5.31 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 25.5% ขณะที่ยอดนำเข้าพุ่งขึ้น 41.4% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 36.7% ส่งผลให้เวียดนามขาดดุลการค้า 3.59 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจเวียดนามยังคงรักษาแรงขับเคลื่อนไว้ได้ แม้เผชิญแรงกดดันทางการค้ารอบใหม่จากสหรัฐฯ และผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานและปุ๋ยพุ่งสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลเวียดนามกำลังเร่งผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ 10% ต่อปี จากระดับ 8% ในปี 2568 ด้วยการขยายการส่งออกและส่งเสริมการลงทุน
อย่างไรก็ตาม เวียดนามกำลังเผชิญกับการตรวจสอบทางการค้าอย่างเข้มงวดรอบใหม่จากสหรัฐฯ หลังจากเวียดนามเป็น 1 ใน 60 ประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรครั้งใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากสหรัฐฯ ระบุว่าประเทศเหล่านี้ล้มเหลวในการดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานของตน โดยรายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรสหรัฐฯ ได้รุดเข้าตรวจสอบโรงงานต่างๆ ในเวียดนามที่มีความเชื่อมโยงกับจีน เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและมูลค่าเพิ่มของสินค้า โดยสหรัฐฯ ยังคงกดดันให้เวียดนามลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ตลอดจนเพิ่มเข้มงวดในการปราบปรามการสวมสิทธิส่งออก (transshipment) และปรับปรุงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงภาษีศุลกากรขั้นสุดท้าย
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)