ข่าวประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางอารดา เฟื่องทอง

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

 

 

1. ค้าชายแดนทะยาน 13 เดือน พาณิชย์มั่นใจทั้งปี 2.1 ล้านล. (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2569)

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถิติการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยในครึ่งปีแรก ของปี 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 1.12 ล้านล้านบาท ขยายตัว 10.4% เป็นการส่งออก 635,699 ล้านบาท และการนำเข้า 493,791 ล้านบาท และคาดว่าตลอดทั้งปี 2569 ไทยจะมีการค้าชายแดนและผ่านแดนเกินเป้าหมายที่ 2.1 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะไทยมีการค้าผ่านแดนไปยังประเทศที่สาม เช่น จีน สิงคโปร์ เวียดนาม ขยายตัวได้มาก สามารถทดแทนตลาดการค้าชายแดนที่หดตัว รวมถึงการปิดด่านระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ นอกจากนี้ พบว่า ตัวเลขในเดือนมิถุนายน 2569 ตัวเลขการค้าชายแดนมีแนวโน้มดีขึ้น โดยมีมูลค่าการค้ารวม 79,477 ล้านบาท ขยายตัว 3.9% กลับมาขยายตัวอีกครั้งในรอบ 13 เดือน แบ่งเป็นการส่งออก 43,847 ล้านบาท หดตัว 7.3% และการนำเข้า 35,630 ล้านบาท ขยายตัว 22.0% ที่สำคัญการที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เตรียมเดินทางมาเยือนไทยในสัปดาห์นี้เป็นสัญญาณดีต่อความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ อาจช่วยให้การค้าชายแดนกลับมาดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับสถิติการค้าชายแดนแยกเป็นรายประเทศในเดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 38,201 ล้านบาท โต 48.4% รองลงมา คือ สปป.ลาว 25,478 ล้านบาท โต 12.8% และเมียนมา 15,798 ล้านบาท หดตัว 8.5% ขณะที่การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็น 0% จากการปิดด่านชายแดนด้านกัมพูชาทั้งหมด 18 แห่ง การค้าผ่านแดนไปประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดกับไทย เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าการค้า 140,479 ล้านบาท ขยายตัว 24.7% เป็นการส่งออก 81,076 ล้านบาท โต 18.8% และนำเข้า 59,403 ล้านบาท โต 33.6%

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

 

2. เงินเฟ้อก.ค.69 บวก 1.95% เหตุน้ำมันทรงตัวสูง-อาหารขึ้นราคา (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2569)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ของไทย หรืออัตราเงินเฟ้อ เดือนกรกฎาคม 2569 เท่ากับ 102.10 เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้น 1.95% เป็นการสูงขึ้นติดต่อกัน 4 เดือน แต่เริ่มชะลอตัวลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบ ของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีความยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้นตาม นอกจากนี้ มีสาเหตุจากราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเครื่องประกอบอาหารบางชนิดทยอยปรับราคาสูงขึ้น และราคา ผักสดปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมีฐานราคาอยู่ในระดับต่ำ และได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ เอลนีโญกำลังอ่อน ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก และอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 7 เดือนของปี 2569 เพิ่มขึ้น 1.21% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สำหรับอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้น มาจากหมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1.88% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 2.04% จากการสูงขึ้นของ ราคาสินค้าสำคัญ ทั้งนี้ เมื่อแยกอัตราเงินเฟ้อตามรายภาค พบว่า สูงสุดเป็นภาคใต้คือ 2.25% รองลงมา คือภาคกลาง 2.22% กรุงเทพฯและปริมณฑล 1.88% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.72% และภาคเหนือ 1.57% ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) (อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือนกรกฎาคม 2569 สูงขึ้น 1.34% เร่งตัวขึ้นจาก เดือนมิถุนายน 2569 ที่สูงขึ้น 1.23% โดย อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในช่วง 7 เดือนของปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.87% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนสิงหาคม 2569 คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ได้แก่ ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งเครื่องประกอบอาหารทยอยปรับราคาสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า และราคาผักสดที่สำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้าจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน รวมถึงความเสี่ยงจากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากสภาวะเอลนีโญกำลังอ่อนสู่สภาวะเอลนีโญกำลังแรงและกำลังแรงมาก ส่วนปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อลดลง ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคมสิงหาคม 2569 ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกัน ของปี 2568 เล็กน้อย และราคาผลไม้สด มีแนวโน้มปรับลดลง จากอุปทานที่เข้าสู่ตลาดในปริมาณมาก ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงประมาณการ กรอบอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ไว้ที่ 1.5-2.5% ค่ากลาง 2% แต่มีโอกาสที่กรอบจะปรับแคบลงมาอยู่ในช่วง 1.5-2.0% ได้ โดยประเมินอัตราเงินเฟ้อ ในไตรมาส 3 ปี 2569 ไว้ที่ 2.09% ส่วนไตรมาส 4 ปี 2569 อยู่ที่ 2.33%

 

นายผยง ศรีวณิช

ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานร่วมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.

 

 

3. กกร. ชี้ไทยจังหวะทอง รับ FDI เร่งดัน 5 Hub (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2569)

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานร่วมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ว่า กกร. ยังคงกรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ณ เดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 โดยคาดว่า GDP จะขยายตัว 1.6-2.0% การส่งออกขยายตัว 8.0-10.0% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5-3.0% โดยเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายในการปรับตัวและคว้าโอกาสจากกระแสดิจิทัลโลก แม้ภาคการส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวสูงถึง 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีสัดส่วน 26.5% ของการส่งออก และเติบโตถึง 45.9% ตามกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลก ขณะที่ภาคการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมขาขึ้นมีการเติบโตสูง แต่ไทยยังไม่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับ Local Content เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและการผลิตในประเทศ ตอบโจทย์ Regional Value Chain (RVC) พร้อมส่งเสริมการสร้าง Supply Chain ในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และวางแผนสร้างงานที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับคลื่นการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงต้องแยกแยะอุตสาหกรรมขาลงให้ชัดเจน เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือสามารถดำเนินการได้ตรงจุด นอกจากนี้ กกร. ยังสนับสนุนการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือ Connect the Dots ให้มีฐานข้อมูลที่อัพเดท เชื่อถือได้ และครอบคลุม เพื่อก้าวไปสู่ Open Government โดยเฉพาะการยกระดับการแบ่งประเภทความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้เหมาะสมกับความจำเป็นของแต่ละบุคคลและมีความเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางการลงทุน กกร. พร้อมร่วมผลักดัน 5 ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของ กรอ. ได้แก่ 1. Investment & Industry Transformation Hub 2. AI & Digital Hub 3. Green Economy 4. Financial Hub และ 5. Medical Hub ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า FDI ที่เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 ขณะที่ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายการลงทุนที่มีศักยภาพ โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเร่งการเติบโตสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. GDP อินโดนีเซียโตเกินคาด 5.29% ใน Q2/69 อานิสงส์การบริโภคครัวเรือนแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 5.29% ในไตรมาส 2/2569 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 5.14% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุน ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียสามารถรับมือกับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ท้าทาย ซึ่ง GDP ไตรมาส 2 ของอินโดนีเซียชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่มีการขยายตัว 5.61% โดยการบริโภคในภาคครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต แม้ว่าการบริโภคในภาคครัวเรือนจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงสู่ระดับ 5.06% ในไตรมาส 2 ก็ตาม ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมนั้น การผลิต การเกษตร การค้า การก่อสร้าง และการทำเหมือง มีส่วนช่วยหนุน GDP มากที่สุด โดยทุกภาคส่วนมีการขยายตัว ยกเว้นภาคการทำเหมือง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของอินโดนีเซียซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความยืดหยุ่น แม้สงครามที่ยืดเยื้อในอิหร่านได้ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและกดดันการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตาม ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียได้ตั้งเป้าที่จะเร่งการเติบโตของ GDP ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ 6% สำหรับปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2555

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)