ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
1. FTA ทำเงิน 1.37 ล้านล้าน ใช้สิทธิพุ่ง 81.32% พาณิชย์ดัน SMEs บุกตลาดพรีเมียม (ที่มา: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 7 สิงหาคม 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) เดือนพฤษภาคม 2569 มีมูลค่ารวม 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 81.32% ของมูลค่าส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA สะท้อนว่าผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีเป็นแต้มต่อในการแข่งขันได้เพิ่มขึ้น สำหรับความตกลงที่มีมูลค่าการใช้สิทธิสูงสุดอันดับ 1 คือ ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 13,403.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 68.93% รองลงมา คือ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 11,869.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนใช้สิทธิ 94.33% อันดับ 3 ได้แก่ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,526.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ 78.97% ตามด้วยความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,101.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ 85.43% และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 2,451.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนใช้สิทธิ 57.18% สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด ยานยนต์สำหรับขนส่งของ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณที่ทำด้วยโลหะมีค่า ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และเครื่องทอง เครื่องเงิน รวมถึงส่วนประกอบที่ทำด้วยโลหะมีค่า ซึ่งเมื่อจำแนกตามกลุ่มสินค้า พบว่าสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมีมูลค่าการใช้สิทธิรวม 10,811.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 26.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิทั้งหมด โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ ทุเรียนสด น้ำตาลจากอ้อย เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง รวมถึงเงาะ ลำไย และทับทิมสด ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่าการใช้สิทธิรวม 29,630.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 73.27% ของมูลค่าทั้งหมด นำโดยยานยนต์สำหรับขนส่งของ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ เครื่องทองและเครื่องเงิน รวมถึงเศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ เป็นจังหวะสำคัญที่ไทยจะใช้จุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่าย FTA เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมสร้างโอกาสทางการค้าใหม่แก่ผู้ประกอบการไทย โดยผู้ประกอบการควรใช้ประโยชน์จาก FTA ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสินค้า การประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบโจทย์ตลาดมูลค่าสูง โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ลาตินอเมริกาและเอเชียใต้ ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมนี้ โครงการ 'Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA' จะนำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางสู่สวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ เพื่อผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดศักยภาพใหม่ และเตรียมพร้อมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับต้นปี 2570
นายวีระพงษ์ ประภา
ผู้แทนการค้าไทย
2. ผู้แทนการค้าไทย หารือเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ยุโรป ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ FTA (ที่มา: ศูนย์ข่าวแปซิฟิก, ประจำวันที่ 7 สิงหาคม 2569)
นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมการประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-อียู) เพื่อผลักดันให้การเจรจาบรรลุผลสำเร็จอย่างมีเอกภาพ ซึ่งรัฐบาลมองว่า การเร่งสรุปผลการเจรจา FTA ไทย-อียู จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยเข้าถึงตลาดอียูที่มีผู้บริโภคกำลังซื้อสูงกว่า 400 ล้านคน โดยเฉพาะการเป็นแต้มต่อให้สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ข้าว ไก่ อาหารทะเล ยานยนต์ สิ่งทอ และอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้ GDP ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.28-1.61 ต่อปี และมูลค่าการส่งออกไปยัง อียูขยายตัวร้อยละ 2.83-3.43 ต่อปี อีกทั้งยังช่วยยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสของไทย ปัจจุบันผลการเจรจามีความคืบหน้าแล้วกว่า 2 ใน 3 ของข้อตกลงทั้งหมด และพร้อมที่จะร่วมกันผลักดันการเจรจาในประเด็นคงค้างส่วนที่เหลืออีก 1 ใน 3 ซึ่งล้วนมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เช่น สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พลังงานและวัตถุดิบ การค้าดิจิทัล ภาคบริการและการลงทุน ตลอดจนกฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจารอบที่ 10 ในช่วงปลายเดือนกันยายน นี้
อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกันรัฐบาลมีแนวทางปกป้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) อย่างรัดกุมที่ได้แก่ การเจรจาขอผ่อนปรนระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เพื่อให้ภาคส่วนที่เปราะบางมีเวลาปรับตัว การเตรียมใช้มาตรการปกป้องทางการค้า (Safeguards) เพื่อควบคุมการนำเข้าหากเกิดปัญหาสินค้าไหลเข้ามาจำนวนมาก
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. BOI ขานรับปรับเกณฑ์ดาต้า คัดโครงการตอบโจทย์ประเทศ (ที่มา: ทันหุ้น, ประจำวันที่ 7 สิงหาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่าง "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์" เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยให้มีคณะกรรมการระดับชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเลขาธิการบีโอไอร่วมเป็นกรรมการ ทำหน้าที่เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต การส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่างๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ต่อคณะรัฐมนตรี โดยบีโอไอให้ความสำคัญกับข้อกังวลของสังคม และเห็นว่าคำถามเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ด้วยข้อมูลและมาตรการที่เป็นรูปธรรม โจทย์ของประเทศไทยไม่ควรเป็นการเลือกระหว่างการปฏิเสธการลงทุน Data Center ทั้งหมด หรือเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องพิจารณาว่าเราต้องการ Data Center แบบใด ต้องมาพร้อมกับอะไรบ้าง และร่วมกันออกแบบกติกาให้ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจาก Data Center เหล่านี้ ซึ่งในระยะต่อไป บีโอไอจะยกระดับการคัดกรองโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางของ "คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์" ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะนำนโยบายและแนวทางจากคณะกรรมการนโยบายที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดูแลการใช้พลังงาน-น้ำ และสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการคัดกรองโครงการก่อนเข้าสู่กระบวนการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งจะครอบคลุมอย่างน้อย 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทย เช่นการจ้างงานและพัฒนาบุคลากร การใช้อุปกรณ์ในประเทศ รวมถึงการรับรองและพัฒนา Vendor ไทย 2. ความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงาน เช่น กำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง เทคโนโลยีและประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมทั้งการรับผิดชอบต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น โดยล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center เพื่อกำหนด "ค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มผู้ใช้อื่น ๆ" ให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานและการขยายโครงข่าย พร้อมกำหนดให้โครงการ Data Center ต้องวาง "หลักประกันการขอใช้ไฟฟ้า" เพื่อกลั่นกรองโครงการที่พร้อมดำเนินธุรกิจจริง และทำให้ผู้ลงทุนมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมให้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด และใช้เทคโนโลยีที่มุ่งสู่ Green Data Center 3. ความพร้อมและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรน้ำ เช่น การพิจารณาแหล่งน้ำ การใช้เทคโนโลยีระบบหล่อเย็น การรีไซเคิลน้ำ การกำหนดค่าน้ำในอัตราสูงพิเศษ รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและชุมชนในพื้นที่ และ 4. ผลกระทบและมาตรการด้าน สิ่งแวดล้อม เช่น การผังเมือง การป้องกันปัญหาอัคคีภัยและมลพิษต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความร้อน เสียง น้ำเสีย ตลอดจน ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตโครงการ
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งบูรณาการข้อมูลเพื่อจัดทำแผนที่ศักยภาพคงเหลือของระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศ (Power Map) และแผนที่ระบบน้ำและชลประทานทั่วประเทศ (Water Map) เพื่อนำไปสู่การวางแผนพื้นที่หรือโซนนิ่งที่เหมาะสมร่วมกันต่อไป
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนมิ.ย.สูงเป็นประวัติการณ์ อานิสงส์ยอดส่งออกชิปแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 7 สิงหาคม 2569)
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า เกาหลีใต้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดรายเดือนทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน 2569 โดยยังคงได้รับแรงหนุนจากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง โดยรายงานระบุว่า ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของเกาหลีใต้อยู่ที่ 4.973 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นจากระดับสูงสุดก่อนหน้านี้ที่ 3.861 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเกาหลีใต้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดทุกเดือนมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 นับว่าเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 38 ติดต่อกัน สำหรับในช่วงหกเดือนแรกของปี 2569 เกาหลีใต้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดสะสมอยู่ที่ 1.9101 แสนล้านดอลลาร์ นับเป็นยอดเกินดุลรายครึ่งปีที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของธนาคารกลางที่ 1.515 แสนล้านดอลลาร์ และใกล้เป้าหมายรายปีซึ่งตั้งไว้ที่ 2.5 แสนล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในปี 2568 เกาหลีใต้มียอดเกินดุลรายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2305 แสนล้านดอลลาร์ แซงหน้าสถิติสูงสุดเดิมที่ 1.051 แสนล้านดอลลาร์ซึ่งทำไว้ในปี 2558
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)