ข่าวในประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์
1. DFT มั่นใจหลังถก BERNAS ส่งออกข้าวไปมาเลย์ปีนี้ทะลุ 7 แสนตัน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2569)
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากที่ได้มอบหมายให้ นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดี DFT นำคณะผู้แทนภาครัฐและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อหารือและกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าข้าวกับ Padiberas Nasional Berhad (BERNAS) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าข้าวแต่เพียงผู้เดียวของมาเลเซีย โดยทั้ง 2 ฝ่าย ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ตลาดข้าว นโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร ทิศทางการนำเข้าข้าวของมาเลเซีย รวมถึง แนวโน้มการจัดซื้อข้าวในปี 2569 โดยมาเลเซียมีความต้องการบริโภคข้าวประมาณ 2.69 ล้านตัน ขณะที่มีผลผลิตภายในประเทศประมาณ 1.42 ล้านตัน และสถานการณ์การนำเข้าข้าวประมาณ 1.46 ล้านตัน สะท้อนให้เห็นว่ามาเลเซียยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในระดับสูง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ ทั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่งสำหรับข้าวไทย เนื่องจาก BERNAS ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ไทยกลับขึ้นมาเป็นแหล่ง นำเข้าข้าวอันดับ 1 ของมาเลเซีย ด้วยปริมาณ 327,995 ตัน จากปริมาณนำเข้าข้าวทั้งหมด 710,656 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 46% โดยมีเวียดนามตามหลังมาที่ 232,416 ตัน อินเดีย 62,115 ตัน และกัมพูชา 57,602 ตัน ตามลำดับ ปริมาณข้าวจากไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 สูงกว่าปริมาณที่มาเลเซียนำเข้าจากไทยตลอดทั้งปี 2568 ซึ่งที่อยู่ที่ 264,605 ตัน สะท้อนถึงการกลับมาขยายตัวอย่างโดดเด่นของข้าวไทยในตลาดมาเลเซีย สำหรับข้าวส่วนใหญ่ที่มาเลเซียนำเข้าจากไทยจะเป็นข้าวขาว เนื่องจากผู้บริโภคในคาบสมุทรมาเลเซียนิยมข้าวที่มีเนื้อสัมผัส ค่อนข้างแข็งและหุงขึ้นหม้อ ซึ่งเป็นคุณลักษณะเด่น ของข้าวขาวไทย และ BERNAS ต้องการให้ไทย รักษาคุณภาพไว้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยย้ำว่าไทยยังคงเป็นแหล่งจัดหาข้าว ที่สำคัญและเชื่อถือได้ของมาเลเซีย พร้อมชื่นชมผู้ส่งออกข้าวไทยที่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจัดซื้อข้าวของ BERNAS ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านราคาอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความต่อเนื่อง และความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผู้ส่งออกไทย ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทย และข้าวหอมไทย ยังคงได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ แม้ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากข้าวหอมของประเทศคู่แข่ง ทั้งนี้ กรมฯ จะร่วมมือกับภาคเอกชนรักษาจุดแข็งดังกล่าว พร้อมผลักดันการขยายตลาดทั้งข้าวขาวและข้าวคุณภาพของไทยต่อไป โดยจากแนวโน้มความต้องการของมาเลเซียในปี 2569 คาดว่าการส่งออกข้าวไทยไปมาเลเซียในปี 2569 มีโอกาสทะลุ 700,000 ตัน ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. 'อนุทิน' จีบ 'Skyline' ลงทุนเพิ่ม-ตั้งศูนย์ R&D ในไทย (ที่มา: เว็บไซต์แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้หารือกับ Mr. Geoff McDonald ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Skyline Enterprises ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยหารือแผนการลงทุนของ Skyline ในไทย ซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการสวนสนุกที่กรุงเทพฯ และนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ Skyline พิจารณาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติมอีกในอนาคต ทั้งนี้ เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มีพื้นที่ท่องเที่ยวหลากหลาย สามารถรองรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมนันทนาการรูปแบบใหม่ ตลอดจนช่วยเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวในไทย นอกจากนี้รัฐบาลยังพร้อมสนับสนุนให้ Skyline ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทย เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนใหม่สำหรับอุปกรณ์เครื่องเล่น
อย่างไรก็ตาม Skyline เป็นบริษัทด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของนิวซีแลนด์ ตั้งขึ้นในปี 2509 มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา ออกแบบ และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและเครื่องเล่น ปัจจุบัน Skyline มีฐานการดำเนินธุรกิจทั้งในนิวซีแลนด์ แคนาดา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจในสหราชอาณาจักร ซึ่งการลงทุนของ Skyline ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมที่มีสีสันและประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย แต่ Skyline ยังสนใจต่อยอดไปสู่การ R&D เครื่องเล่นใหม่ๆ ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากศูนย์ R&D เกิดขึ้นในไทยจะช่วยพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นายณัฐ วงศ์พานิช
ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย
3. ค้าปลีกหวั่นกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2569)
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น แต่เป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped หรือ การเติบโตที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน โดยขาบนเป็นกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงส่งจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน ขณะที่ขาล่าง ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจรายย่อยยังฟื้นตัวได้ช้า ในขณะที่ตลาดค้าปลีกไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับปี 2568 ภายใต้บริบทที่ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการค้าปลีกส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 3-4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ความถี่ในการซื้อสินค้าจะไม่ได้ลดลงมากแต่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จกลับปรับลดลงสะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว ผู้บริโภคยังคงจับจ่าย แต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการปรับราคาขายแม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อญี่ปุ่นพุ่งติดต่อกันเดือนที่ 2 ในก.ค. คาดหนุน BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 21 สิงหาคม 2569)
กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดที่มีความผันผวน ปรับตัวขึ้น 1.8% ในเดือนกรกฎาคม 2569 เมื่อเทียบรายปี โดยเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่สองและถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบและค่าพลังงาน ทั้งนี้ ดัชนี Core CPI เดือนกรกฎาคม เร่งตัวขึ้นจากระดับ 1.6% ในเดือนมิถุนายน โดยสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ขณะที่นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบัน Daiichi Life Research Institute ระบุว่า ข้อมูลในวันนี้ช่วยสนับสนุนความกังวลของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และทำให้มีความเป็นไปได้สูง (Base Case) ที่ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้
อย่างไรก็ตาม ด้านดัชนี Core-Core CPI ซึ่งไม่รวมทั้งหมวดพลังงานและอาหารสด เพื่อสะท้อนแนวโน้มราคาพื้นฐานที่แท้จริง ปรับตัวขึ้น 1.9% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ราคาอาหารที่ไม่รวมหมวดอาหารสด ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนกรกฎาคม นำโดยการปรับขึ้นราคาของมันฝรั่งทอดกรอบและขนมขบเคี้ยวอื่นๆ ซึ่งอัตราการเติบโตนี้ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากระดับ 3.1% ในเดือนมิถุนายน ทั้งนี้ ด้านต้นทุนพลังงานปรับตัวขึ้น 0.6% เมื่อเทียบรายปี พลิกกลับมาเป็นบวกหลังจากลดลง 0.4% ในเดือนมิถุนายน โดยได้แรงหนุนจากราคาก๊าซโพรเพนที่พุ่งขึ้น 6.5% และราคาน้ำมันก๊าดที่เพิ่มขึ้น 15.7% สวนทางกับค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันเบนซินที่ปรับลดลง 0.1% และ 1.8% ตามลำดับ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)