ข่าวในประเทศ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
1. จีบอินเดียร่วมสร้างธุรกิจ 'ศุภจี' ดัน 5 สาขา เจาะตลาดใหม่ (ที่มา: เว็บไซต์แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569)
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ตนได้เข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ที่กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กรุงนิวเดลี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับอินเดีย โดยย้ำว่าไทยพร้อมยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น "พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้" มุ่งเปลี่ยนจากการเป็นเพียง "คู่ค้า" ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสินค้า ตลาดใหม่ และขยายโอกาสไปสู่ประเทศที่สามและตลาดโลก ซึ่งไทยและอินเดีย มีจุดแข็งที่นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้ โดยอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีบุคลากรทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีศักยภาพ ขณะที่ไทยพร้อมด้านการผลิต คุณภาพและมาตรฐานสินค้า ตลอดจนเป็นฐานเชื่อมโยงสำคัญสู่อาเซียน ไทยจึงเสนอแนวทาง "ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน" เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของ 2 ประเทศ และสร้างความร่วมมือที่ต่อยอดเข้าสู่ Global Supply Chain ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในเบื้องต้นเสนอ 5 สาขานำร่อง ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ โดยเป็นการจับคู่ศักยภาพของ 2 ประเทศ เช่น อินเดียมีอัญมณีและตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยเชี่ยวชาญด้านออกแบบและเจียระไน หรือความร่วมมืออุตสาหกรรมบริการ ที่อินเดียกำลังขยายตัวด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ไทยมีหลักสูตรการโรงแรมที่นำมาต่อยอดร่วมกันได้ ซึ่งสิ่งที่เราต้องการ เห็นไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการค้า แต่คือการนำจุดแข็งของไทยและอินเดียมาร่วมกันสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายไปตลาดประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและอินเดียเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้ากลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-อินเดีย เดือนตุลาคม 2569 นี้ เพื่อยกระดับความ เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเชื่อมโยงระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code ระหว่าง Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
2. 'วราวุธ' ย้ำภาษี EV ต้องสร้างแต้มต่อเท่ากัน ป้องกันรถนำเข้าได้เปรียบรถผลิตไทย (ที่มา: เว็บไซต์ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ตนได้มีข้อเสนอแนะเรื่องการลงทุนในด้าน EV จากบริษัทต่างชาติ อยากให้เน้นเกี่ยวกับเรื่องการสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพราะวันนี้ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นจุดแข็งที่สำคัญของวงการอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่เป็นในหลายๆ อุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาป (ICE Car) ไปสู่รถยนต์อีวีนั้น ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานหรือส่งเสริมศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้ อยากส่งเสริมให้มีการสร้างบุคลากร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศไทยด้วย เพราะการลงทุนที่สำคัญไม่ได้สำคัญว่า เราได้เม็ดเงินเท่าไหร่ แต่สามารถนำองค์ความรู้มาพัฒนาของบุคลากรและการทำงานในประเทศไทยได้ ซึ่งวันนี้การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีฃต้องเปลี่ยนผ่านบุคลากรด้วย รวมไปถึงสถาบันการศึกษา ซึ่งวันนี้นอกจากกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แล้ว ยังมีอาชีวศึกษา วิทยวิทยาลัยเทคนิคในกระทรวงศึกษาธิการ ที่จำเป็นต้องปรับองค์ความรู้ในการศึกษาเกี่ยวกับการซ่อมรถยนต์ จึงต้องสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ตาม สำหรับการขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ EV จะสามารถสกัดไม่ให้มีการย้ายฐานการผลิตของบริษัทรถยนต์สันดาปได้หรือไม่ ซึ่งคิดว่าเป็นหนึ่งในความจูงใจไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่นำเข้าหรือรถยนต์ที่ผลิตในประเทศให้มีแต้มต่อที่เท่ากันไม่มีได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และทำให้เกิดความต้องการในประเทศ โดยบางมาตรการ อย่างเช่นการขึ้นภาษีสรรพสามิต ก็มีบางค่ายที่สนับสนุน บางค่ายมีข้อกังวลอยู่ จึงต้องหาวิธีเยียวยา ซึ่งการมาลงทุน แสดงว่าเขาพิจารณาแล้วว่าจะเป็นประโยชน์กับบริษัทเขา ซึ่งประเทศไทยยินดีต้อนรับนักลงทุนทุกพื้นที่ แต่เมื่อมาแล้วคิดว่าจะต้องเติบโตไปด้วยกัน มีความยั่งยืน และความเข้มแข็ง ในส่วนรถยนต์สันดาปจะมีมาตรการด้วย ซึ่งฐานการผลิตของรถยนต์สันดาปในประเทศไทยก็มีความสำคัญกับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย เพราะเขาพาเรามาถึงตรงนี้วันนี้เมื่อเจอปัญหาจึงไม่ใช่ทิ้งกันต้องมาหาวิธีแก้ไขและเดินไปด้วยกัน
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT
3. ส่งออกอัญมณีก.ค.ลด 6.36% หดตัวลงครั้งแรกหลังบวก 4 เดือนติด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569)
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 737.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 6.36% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยเป็นการลดลง ครั้งแรกหลังขยายตัวติดต่อกัน 4 เดือน หากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,138.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 39.21% รวม 7 เดือนปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) การส่งออกไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 8,981.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.87% รวมทองคำ มีมูลค่า 18,055.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.30% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ เดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 411.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 59.22% จากราคาทองคำตลาดโลก ชะลอตัวลง และปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ทำให้แรงเก็งกำไรทองคำลดลง และรวม 7 เดือนปี 2569 ส่งออกทองคำ มูลค่า 9,074.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.06% สำหรับตลาดส่งออก ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 9.62% เยอรมนี เพิ่มขึ้น 46.27% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่มขึ้น 88.47% สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 3.12% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่มขึ้น 64.91% ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 32.92% อิตาลี เพิ่มขึ้น 29.63% เบลเยียม เพิ่มขึ้น 29.51% ส่วนอินเดีย ลดลง 4.19% เพราะอินเดียควบคุมการนำเข้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 สหรัฐฯ ลดลง 8.21% จากการที่ผู้นำเข้ามีการเร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน ส่วนการส่งออกสินค้าสำคัญ เครื่องประดับแท้ เพิ่มขึ้น 47.72% เครื่องประดับทอง เพิ่มขึ้น 17.67% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่มขึ้น 1,933.62% เครื่องทองหรือเครื่องเงินและ ส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 42,785.54% พลอยก้อน เพิ่มขึ้น 84.64% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่มขึ้น 1.90% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน เพิ่มขึ้น 4.70% เพชรก้อน เพิ่มขึ้น 81.13% เพชรเจียระไน เพิ่มขึ้น 7.34% เศษหรือของที่ใช้ไม่ได้ทำด้วยโลหะมีค่า เพิ่มขึ้น 95.50% เครื่องประดับเงิน ลดลง 11.65%
อย่างไรก็ตาม การส่งออกช่วง 7 เดือนปี 2569 ที่ยังขยายตัว เพราะมีการเร่งนำเข้าช่วงต้นปี ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์มีการหาตลาดใหม่ และกระจายตลาดส่งออก สนับสนุนให้ใช้ประโยชน์จากตลาดที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) แต่ต้องจับตาการส่งออกนับจากนี้ เพราะยังมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่นอน ความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ราคา ทองคำและวัตถุดิบ รวมถึงความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลต่อต้นทุนและกำลังซื้อ ทั้งนี้ ไทยไม่ควรพึ่งพาตลาดใด ตลาดหนึ่งมากจนเกินไป ต้องเร่งกระจายตลาด และ ติดตามมาตรการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ความผันผวน ของราคาโลหะมีค่า และต้องเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง งานฝีมือ พลอยสี และการออกแบบที่สร้างความแตกต่าง พร้อมทั้งขยายสินค้าไปยัง ผู้มีกำลังซื้อในตลาดระดับกลางถึง พรีเมียม เพื่อให้สามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ข่าวต่างประเทศ
4. BOJ ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อ ย้ำคุมเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินเป้า 2% (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 11 กันยายน 2569)
คาซูยูกิ มาสุ กรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า BOJ จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและปรับลดระดับการผ่อนคลายทางการเงินต่อไป โดยพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และภาวะการเงิน ซึ่งธนาคารจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและปรับระดับการผ่อนคลายนโยบายการเงินตามพัฒนาการของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและราคา รวมถึงภาวะการเงิน แต่สิ่งสำคัญที่สุดนับจากนี้ คือ การทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไม่สูงเกินระดับ 2% อย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสารเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามในอิหร่าน ได้ผลักดันราคาสินค้าหลายประเภทให้สูงขึ้น ขณะที่ค่าขนส่งวัตถุดิบนำเข้าที่สูงขึ้นและต้นทุนปุ๋ยนำเข้าที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยที่ผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้น นอกจากนี้ มีความกังวลว่าการปรับขึ้นราคาสินค้าเหล่านี้อาจไม่ใช่ผลกระทบชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มที่ยืดเยื้อมากขึ้น ซึ่งเสี่ยงผลักดันให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้สนับสนุนแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1.4% จากไตรมาสแรกเมื่อคำนวณเป็นอัตรารายปี ขณะที่ค่าจ้างในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)