ข่าวในประเทศ
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)
1. "ดีพร้อม-เดลต้า" เทหมดหน้าตัก (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2569)
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมได้ร่วมกับบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มอบเงินทุนสนับสนุนการจัดตั้งและขยายธุรกิจรวม 5 ล้านบาท ให้แก่ 10 สตาร์ตอัพ ไทย ภายใต้โครงการ DIPROM x DELTA Angel Fund 2026 เพื่อเพิ่มโอกาสนำเทคโนโลยีไทยไปใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม คาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ 150 ล้านบาท โดยกรมได้ออกแบบกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาผู้ประกอบการให้เชื่อมโยงการพัฒนาศักยภาพการจับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงการทดสอบตลาดจริงเริ่มจากผู้สมัคร 105 กิจการ ผ่านการคัดเลือก 30 กิจการเข้าสู่กระบวนการเจรจาและจับคู่ธุรกิจ ก่อนคัดเลือก 20 กิจการเข้าทดสอบความเป็นไปได้ของนวัตกรรมในตลาดจริง (POC) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และคัดเลือก 10 กิจการเข้าสู่รอบสุดท้าย เพื่อรับเงินทุนสนับสนุน โดยการส่งเสริมสตาร์ตอัพไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกอบการได้รับเงินทุนแต่ต้องต่อเนื่องไปถึงการตั้งธุรกิจ การขยายตลาด และการสร้างรายได้ แต่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเชื่อมโยงสตาร์ตอัพกับภาคอุตสาหกรรม แหล่งทุน และตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างกรมกับเดลต้าดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ตลอดระยะเวลาดังกล่าว มีผู้ประกอบการได้รับทุนสนับสนุน 247 ทีม รวมมูลค่า 43.16 ล้านบาท และการดำเนินโครงการในปีนี้สามารถลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้รวม 30 ล้านบาท และการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงการขยายช่องทางการตลาด คิดเป็นมูลค่า 95 ล้านบาท สำหรับกิจการที่ได้รับทุนสนับสนุนในปีนี้มีอาทิ บริษัท ไทยทิชชูคัลเจอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้พัฒนาโซลูชันเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้รับเงินทุน 750,000 บาท บริษัท ริฟฟาย จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม วิเคราะห์ข้อมูลภูมิศาสตร์จากภาพถ่ายดาวเทียม ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ได้รับเงินทุนสนับสนุน 1,000,000 บาท บริษัท โคมิล์โล จำกัด ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการฟาร์มโคนม ด้วยเทคโนโลยี AIOT ได้รับเงินทุน 850,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีนวัตกรรมไทยในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานให้กับอุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคตทำให้เราได้เห็นศักยภาพของผู้ประกอบการที่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและสังคม ซึ่งบริษัทจะนำความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีมาร่วมสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี
เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.)
2. กางแผนอุ้มชาวไร่อ้อย 4.4 แสนราย (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2569)
นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยว่า ได้เร่งเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 4.4 แสนราย บนพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 10 ล้านไร่ทั่วประเทศ หลังจากอุตสาหกรรม อ้อยและน้ำตาลกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากวิกฤตสภาพอากาศแปรปรวนและภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อยและขนาดกลาง (มีพื้นที่ 1-199 ไร่) สูงถึง 90% ของทั้งหมด โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 50% ตามด้วยภาคกลาง 22% ภาคเหนือ 22% และภาคตะวันออก 6% โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้กาง 6 มาตรการ ดังนี้ 1. จับมือหน่วยงานรัฐและเอกชน พัฒนาพันธุ์อ้อยสายพันธุ์ใหม่ ปลอดภัยไม่ใช่ GMOs 2. ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยกู้ในโครงการปี 2568-2570 ให้ชาวไร่นำไปทำระบบน้ำหยดประหยัดน้ำ 3. ส่งเสริมการสับคลุกใบอ้อยลงดินแทนการเผา 4. จัดกิจกรรมอบรม 5. ประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเตรียมแผนเยียวยาและช่วยเหลือทันที และ 6.กระตุ้นให้โรงงานน้ำตาลวางแผนจัดการน้ำของตัวเองอย่างเป็นระบบ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
3. สอท.เผยน้ำท่วมทำสูญกว่า 1 พันล. (ที่มา: ไทยโพสต์, ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2569)
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 24-30 กันยายน 2569 พบพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 14 จังหวัด โดยมีทั้งพื้นที่ชุมชน เส้นทางคมนาคม โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ข้อมูลจากสมาชิก ส.อ.ท.ที่ได้รับผลกระทบยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเพิ่มเติม โดยเฉพาะผลกระทบต่อเครื่องจักร ระบบการผลิต วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป การหยุดการผลิต และระบบขนส่งโลจิสติกส์ จากการประเมินคาดเสียหาย 1,018.36 ล้านบาท ซึ่งน้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ไม่เฉพาะ ต่อประชาชน แต่ยังเริ่มส่งผลต่อภาคการผลิต ทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ การขนส่ง ตลอดจนการเดินทางของแรงงาน ดังนั้นในระยะเร่งด่วนสิ่งสำคัญ คือ การทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบสามารถประครองกิจการและกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด ทั้งการดูแลแรงงาน การเข้าถึงเงินทุน การฟื้นฟูโรงงานและเครื่องจักร การเร่งรัดเรื่องประกันภัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมหลังน้ำลด ขณะเดียวกันต้องเตรียมระบบป้องกันและแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ดีขึ้น ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลความเสียหายและความต้องการของสมาชิก ส.อ.ท. ได้สรุป 6 ด้านความช่วยเหลือที่ต้องการจากภาครัฐ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ดังนี้ 1. ขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาพนักงานที่ได้รับผลกระทบ 2. ขอให้มีมาตรการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อฉุกเฉิน รวมถึงพักชำระหนี้ 3. ขอให้ภาครัฐยกเว้น ลด หรือผ่อนผันด้านภาษี ค่าธรรมเนียม กับโรงงานและกิจการที่ได้รับผลกระทบ 4. ขอให้เร่งประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่อสำรวจและเคลมความเสียหายโดยเร็ว 5. จัดผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินความเสียหายของโรงงาน เครื่องจักร ระบบไฟฟ้าและระบบการผลิตพร้อมให้คำปรึกษาด้านการซ่อมแซม การฟื้นฟู 6. เร่งสนับสนุนการจัดการขยะของเสีย และวัสดุที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะของเสียจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงสนับสนุนแนวทางการจัด การวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ต้องดำเนินการเป็นพิเศษหลังน้ำลด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ของ ส.อ.ท. ได้ดำเนินการ Early Warning เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนสมาชิก ส.อ.ท.อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ฝ่ายอาเซียนและโลจิสติกส์อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงความช่วยเหลือที่ภาคธุรกิจต้องการเพิ่มเติม
ข่าวต่างประเทศ
4. ภาคการผลิต UK เดือนก.ย. อ่วมต้นทุนพุ่งครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สวนทางผลผลิตชะลอตัว (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2569)
เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหราชอาณาจักร ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 51.9 ในเดือนกันยายน 2569 จากระดับ 51.7 ในเดือนสิงหาคม ทว่าดัชนีด้านผลผลิตกลับชะลอตัวลงสู่ระดับ 51.5 จาก 52.1 ซึ่งถือเป็นการชะลอตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว สำหรับแรงกดดันด้านต้นทุนของภาคการผลิตในสหราชอาณาจักรปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนในเดือนกันยายน แม้ว่าการเติบโตของผลผลิตจะชะลอตัวลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมก็ตาม ซึ่งบรรดาโรงงานต่างๆ มีต้นทุนปัจจัยการผลิตปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ขณะที่อัตราการปรับขึ้นราคาขายสินค้าก็เร่งตัวขึ้นด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนเมื่อเดือนสิงหาคม ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวโน้มทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนทิศทางนโยบายภายในประเทศ ในส่วนของการจ้างงานยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 อันเนื่องมาจากยอดคำสั่งซื้อใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้นและความต้องการเร่งระบายปริมาณงานคั่งค้าง อย่างไรก็ดี อัตราการจ้างงานได้ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)