ข่าวประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

1. ไทย-UAE ปิดดีล FTA คาดลงนามต้นปี 70 ดันมูลค่าการค้าพุ่งกว่าหมื่นลบ. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2569)

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ว่า คาดว่าจะลงนามอย่างเป็นทางการได้ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และเป็นประเทศแรกในตะวันออกจากที่มีการเซ็น FTA ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจพิจารณาข้อบทกฎหมาย (Legal Scrub) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน ทั้งนี้ ทางด้านนายธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี (H.E. Dr. Thani bin Ahmed Al Zeyoudi) รัฐมนตรีว่าการการค้าต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อรายงานความสำเร็จในการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งการบรรลุข้อตกลงครั้งนี้จะช่วยขยายโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังอาหรับเอมิเรตส์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค จากเดิมที่ไทยเน้นการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นหลัก ซึ่งจากการประเมินคาดว่า จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้ราว 10,000–12,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรไทย

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในสาขาต่างๆ เช่น พลังงาน, อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร, Data Center รวมถึง การเปิดแพลตฟอร์มสนับสนุนให้ SME ของไทยเข้าไปขยายตลาดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีกด้วย

 

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

2. ก.อุต ถกส.อ.ท.เดินหน้าสินค้า MiT-Biofuel เกาะติดคืบหน้าทุก 2 เดือน (ที่มา: มติชนออนไลน์, ประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2569)  

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (MIND x FTI) ว่า การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญต่อการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิต กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันจากต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงพร้อมทำงานร่วมกับ ส.อ.ท. อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเสนอจากภาคเอกชนสามารถนำไปสู่การกำหนดแนวทาง มาตรการ และกลไกสนับสนุนที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการและสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยการประชุม MIND x FTI จะจัดขึ้นเป็นระยะทุก 2 เดือน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายติดตามปัญหา อุปสรรค และความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นที่กระทรวงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมผลักดันกับ ส.อ.ท. ครอบคลุมการส่งเสริมการใช้สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand หรือ MiT) การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) รวมถึงข้อเสนออื่นๆ จากภาคอุตสาหกรรม โดยบางประเด็นได้ถูกนำไปผลักดันต่อในที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 แล้ว ทั้งนี้ การหารือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและ ส.อ.ท. ไม่ได้มุ่งเพียงรับทราบปัญหาหรือข้อเสนอของภาคเอกชน แต่ต้องร่วมกันทบทวนสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ประเมินอุปสรรคที่ยังเหลืออยู่ และกำหนดแนวทางในระยะต่อไปให้มีความชัดเจน เพื่อให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมเกิดผลเป็นรูปธรรม เป้าหมายสำคัญคือการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลก

 

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

 

3. 'AI' จ่อปฏิรูปเศรษฐกิจไทยส.อ.ท.เติม 'คน-ทุน-ข้อมูล' รับมือ (ที่มา:  แนวหน้า, ประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2569)

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่การนำ AI มาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยความพร้อมด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้าถึง เทคโนโลยีและนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธุรกิจ ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 52 ประจำเดือนกันยายน 2569 หัวข้อ "มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาคอุตสาหกรรม" พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. 48% นำ AI ไปใช้งานจริงแล้ว โดยงานสำนักงานและบริการลูกค้ามีคะแนนการใช้งานสูงที่สุด รองลงมาคืองานบริหารธุรกิจและการพยากรณ์ ขณะที่การใช้งานในกระบวนการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทานยังมีโอกาสพัฒนาต่อไปสำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เห็นว่า AI จะช่วยลดต้นทุน เวลา และขั้นตอนการทำงาน รองลงมาคือช่วยให้การวิเคราะห์และตัดสินใจ รวดเร็วและแม่นยำขึ้น ขณะเดียวกันยัง คาดว่า AI จะทำให้ทักษะที่องค์กรต้องการเปลี่ยนแปลงไป และลดความต้องการใช้แรงงานในบางกระบวนการ จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ แต่ความพร้อมด้านบุคลากรที่มีทักษะ AI ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ สอดคล้องกับผู้ตอบแบบสำรวจ 76.5% ที่ระบุว่าบุคลากรและทักษะ AI เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้ รองลงมาคือข้อจำกัดด้านงบประมาณและความคุ้มค่าของการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงความไม่พร้อมด้านข้อมูล ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหาร ส.อ.ท.จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาทักษะบุคลากร สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการ ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและการใช้ข้อมูลร่วมกันพร้อมจัดหาแพลตฟอร์มที่พร้อมใช้งานสำหรับเอสเอ็มอี รวมทั้งจัดตั้งพื้นที่หรือแพลตฟอร์มสำหรับทดลองใช้ AI ก่อนการลงทุนจริง เพื่อให้ผู้ประกอบการประเมินความเหมาะสมกับธุรกิจและเตรียมความพร้อมก่อนขยายการใช้งาน ซึ่งในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ผู้บริหาร ส.อ.ท.คาดว่า AI จะเข้ามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจในระดับมากถึงมากที่สุด ส.อ.ท.จึงเร่งดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร และเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล และสนับสนุนอุปกรณ์ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอดส่งออกเยอรมนีเดือนส.ค. พลิกลดลงผิดคาด ส่อแววเศรษฐกิจ Q3/69 ซบเซา หลังยอดส่งไปสหรัฐฯ วูบ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2569)

สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี เปิดเผยรายงานว่า ยอดส่งออกของเยอรมนีในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงสวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ทรุดตัวลง ซึ่งสะท้อนว่าโมเมนตัมการเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในยูโรโซน เริ่มแผ่วลงหลังจากที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี และส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งตัวเลขสถิติชี้ว่า ยอดส่งออกเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลง 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ต่ำกว่าที่ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.6%โดยยอดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) ลดลง 0.6% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่ยอดส่งออกไปยังประเทศนอกกลุ่ม EU ปรับตัวลง 1.1% นำโดยยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ดิ่งลงถึง 6.3% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม สวนทางกับยอดส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรที่พุ่งขึ้น 16.7% สำหรับยอดส่งออกไปยังจีนขยับขึ้น 4.7% แต่ยอดนำเข้าสินค้าจากจีนกลับพุ่งสูงขึ้นกว่าถึง 11.0%

อย่างไรก็ตาม ด้านยอดนำเข้ารวมของประเทศขยับขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2569 หลังปรับตามปัจจัยฤดูกาลและตามปฏิทินแล้ว ส่งผลให้ยอดเกินดุลการค้าของเยอรมนีลดลงมาอยู่ที่ 1.95 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.18 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 2.16 หมื่นล้านยูโร ในเดือนกรกฎาคม      

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)