ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน กรกฎาคม 2565

ข่าวในประเทศ

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. “สุริยะ” นำร่องสร้างเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าชุมชนสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นที่ภาคใต้ (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2565)

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการ DIPROM นำร่องการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านอาหารและสมุนไพร เพื่อนำไปสู่การยกระดับรายได้ชุมชนว่า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ดำเนินการยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับพี่น้องประชาชนและนำภูมิปัญญาของดีของชุมชนนำมาเสนอขายเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน โดยได้เริ่มนำร่องจัดการอบรมสัมมนาที่ จังหวัดสงขลาและจังหวัดยะลา ทั้งนี้ ทางด้านนายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ทำโครงการนำร่องเพื่อเฟ้นหาของดีของแต่ละชุมชนมานำเสนอและจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความสนใจเกี่ยวกับสินค้าชุมชนที่จะซื้อฝากญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกล หรือนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางไปชุมชนนั้นๆ แล้ว และรู้สึกประทับใจในสินค้า แต่ไม่สามารถติดต่อซื้อขายได้ ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน จะนำพาให้ผู้ผลิตสิน ค้าจากชุมชนได้ซื้อขายกับผู้บริโภค เพื่อจะทำให้มีรายได้กลับคืนสู่ชุมชนได้โดยตรง สำหรับการจัดงานที่จังหวัดสงขลา ได้มีการสัมมนา และสอนเทคนิคต่างๆของการนำเสนอสินค้าชุมชน และได้รับเกียรติจากจากลูกศิษย์ที่เคยเข้ามาเรียนรู้กับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 จังหวัดสงขลา และผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆมาให้ความรู้ตัวอย่าง เช่น บริษัท พีเค คอสเมติก แอนด์ ดีเวลสอปเม้นท์ จำกัด เป็นผู้รับผลิตและสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรเพื่อนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้และยังมีกลุ่มผู้ผลิตเครื่องแกงสมใจนึก ผลิตเครื่องแกงใต้ที่มีรสชาติคงเดิมจากสูตรที่ได้คิดค้นมาอย่างดีและสามารถยืดอายุของเครื่องแกงโดยไม่ใช้สารกันบูดและมีคุณภาพสูง

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่นำร่องโดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 จังหวัดสงขลา ซึ่งดูแลพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยในพื้นที่จะมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ชุมชนและเป็นพื้นที่พิเศษในการผลิตสินค้าที่เป็นอาหารที่จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานอื่นร่วมด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมพร้อมที่จะเป็น One-stop Service ในการให้บริการช่วยเหลือในการจดทะเบียนจดแจ้งและประสานงาน  กับหน่วยงานอื่นๆ ให้โดยผู้ประกอบการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเดินทางหรือไปติดต่อเอง เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและขั้นตอน ซึ่งการจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในชุมชนของพื้นที่จังหวัดสงขลา และจังหวัดยะลาได้ตื่นตัว ได้เห็นว่ามีหน่วยงานของภาครัฐที่จะพร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และยังมีองค์ความรู้ที่จะมอบให้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกต่อไปเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน และคิดว่าจะได้ขยายโครงการนี้ออกไปในทุกส่วนทุกภูมิภาคของประเทศต่อไป

 

นายณัฐพล รังสิตพล

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)

 

2. กสอ. ดึงกูรูแฟชั่นปั้นเอสเอ็มอี (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2565)

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม      เปิดเผยว่า ได้เร่งผลักดันการส่งออกผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องนุ่งห่ม มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ด้วยทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการ และขั้นตอนการผลิตที่มีมาตรฐาน ได้ส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ด้านความคิดสร้างสรรค์ ถ่ายทอดทักษะที่จำเป็นในเชิงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับบริบทของการแข่งขันทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจและสังคมไทย คาดว่า จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า ของการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 270 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในปี 2565 ดีพร้อมได้พัฒนารูปแบบการดำเนินงาน ภายใต้นโยบายดีพร้อมแคร์ ต่อยอดผลลัพธ์จากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โดยปรับให้สอดคล้องกับบริบทของสภาพเศรษฐกิจและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค รวมทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับบีซีจี อีโคโดมี โมเดล และเน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ดีพร้อมรักษ์โลก ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการเพิ่มมูลค่าของวัสดุที่เหลือใช้ นำมาผลิตเป็นสินค้าสร้างสรรค์ร่วมมือกับ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล บริษัท สยามพิวรรธน์ บมจ. อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตั้งเป้าสร้างผลิตภัณฑ์รักษ์โลกใหม่เพิ่มขึ้น 50 ผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ยังมีดีพร้อมอัพสกิล ทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการประกอบธุรกิจสร้างสรรค์เข้าสู่อาชีพยุคใหม่ ให้สามารถเริ่มต้นกิจการ พร้อมการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน กิจกรรมการพัฒนา ทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์, ดีพร้อมแบรนดิ้ง ผ่านกิจกรรมพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย พัฒนานักออกแบบแฟชั่น โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากแบรนด์ดัง แบรนด์มิลิน และแบรนด์อิชชู เป็นกูรูถ่ายทอดความรู้และให้คำแนะนำกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

 

นายวันชัย พนมชัย

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)

 

3. ผงะไทยจ่อมีซากรถ 16 ล้านคัน (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 20 กรกฎาคม 2565)

นายวันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรอ.เดินหน้าจัดการซาก 3 ประเภท ประกอบด้วย ซากรถยนต์เก่า, ซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และซากเซลล์แสงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความนิยม บางชิ้นส่วนเริ่มหมดอายุการใช้งานหรือชำรุด ต้องกำจัดซากให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้กระทบกับสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน หากกำจัดไม่ถูกวิธี หรือให้ซาเล้งแยกชิ้นส่วนเอง ที่ไม่ถูกวิธี สารต่างๆ อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของคนแยกชิ้นส่วน รวมถึงประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้ ทั้งนี้ หากซากรถยนต์ ซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า และซากเซลล์แสงอาทิตย์ ที่นับวันจะมีปริมาณมากขึ้น ไม่ได้รับการบริหารจัดการอย่างถูกวิธี จะทำให้เกิดปัญหาเป็นอย่างมาก โดยอีก 15-20 ปีข้างหน้า ไทยจะมีปริมาณซากรถยนต์ที่ใช้แล้วสูงถึง 16 ล้านคัน ซากแบตเตอรี่สะสม 482,413 ตัน และซากเซลล์แสงอาทิตย์สะสม 105,285 ตัน จึงต้องบริหารจัดการซากทั้ง 3 ประเภท สำหรับแผนงานการกำจัดซากรถยนต์เก่า ผลักดันให้มีโรงงานถอดแยกชิ้นส่วนรถยนต์แบบครบวงจร ให้เกิดการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีอยู่เพียง 4 แห่งเท่านั้น โดยโรงงานทั้ง 4 แห่ง สามารถกำจัดซากได้รวม 23,500 ตันต่อปี ซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าถ้ามีประสิทธิภาพความจุมากกว่า 80% สามารถนำกลับไปประกอบใหม่ เพื่อเชื่อมกับแบตเตอรี่โมดูล หรือเซลล์อื่นๆ ส่วนแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพความจุอยู่ระหว่าง 60-80% สามารถนำกลับไปใช้ซ้ำ และแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพความจุต่ำกว่า 60% หรือไม่สามารถใช้งานต่อได้แล้ว ก็จะนำไปรีไซเคิล ในโรงงานที่จัดสร้างขึ้นเพื่อนำวัตถุดิบกลับมาใช้ผลิตแบตเตอรี่ใหม่ได้อีกครั้ง ส่วนซากเซลล์แสงอาทิตย์มีเป้าหมายการนำวัสดุใน ซากเซลล์แสงอาทิตย์กลับมารีไซเคิลได้ไม่น้อยกว่า 80% ของน้ำหนักซาก เบื้องต้นต้องกำหนดผู้รับผิดชอบในการรวบรวมและรีไซเคิล

อย่างไรก็ตาม นายทวันทว์ บุณยะวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันเทค รีไซเคิล แอนด์ ดีคาร์บอน ผู้ดำเนินธุรกิจรีไซเคิลและบริหารจัดการกากขยะอุตสาหกรรม กล่าวว่า ซันเทคฯ เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความพร้อมในการรับบริหารจัดการซากรถยนต์ มีกระบวนการจัดการที่สามารถรองรับได้สูงสุดกว่า 36,000 ตันต่อเดือน จากปัจจุบันที่เดินเครื่องอยู่ประมาณ 40% หรือ 15,000 ตันต่อเดือน ซึ่งปีหน้าบริษัทฯมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตให้ได้เต็ม 100%  เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของภาครัฐ

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. 'บีโอเจ' ย้ำไม่ขึ้นดอกเบี้ยผ่อนคลายการเงินต่อ (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 22 กรกฎาคม 2565)

ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยว่า นโยบายผ่อนคลายทางการเงินยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าค่าแรงในญี่ปุ่นจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการที่เงินเยนร่วงลงแตะระดับต่ำสุด ในรอบ 24 ปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์เมื่อไม่นานมานี้ ถือเป็นสถานการณ์ที่สร้างความกังวล และอาจจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่บีโอเจไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งบีโอเจไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในขณะนี้ และยังคงยึดมั่นในเป้าหมายการผลักดันเงินเฟ้อขึ้นสู่ระดับ 2% อย่างมีเสถียรภาพส่วนในการประชุมนโยบายการเงิน คณะกรรมการบีโอเจ มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ (Ultraeasy Monetary Policy) โดยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ -0.1% และคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ไว้ที่ประมาณ 0% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ บีโอเจได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของปีงบประมาณ 2565 โดยระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารสด จะขยายตัว 2.3% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 1.9% นอกจากนี้ บีโอเจยังได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2565 ลงสู่ระดับ 2.4% จากเดิม ที่ 2.9% เนื่องจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน ยังคงเป็นปัจจัยฉุดเศรษฐกิจ

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)