ข่าวในประเทศ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. GWM พบ 'เอกนัฏ' ยืนยันลงทุนไทยระยะยาว (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2568)
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ หรือ GWM โดยน.ส.อู๋ ฮุ่ยเชียว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี พร้อมด้วยนายเจมส์ หยาง รองประธานตลาดต่างประเทศ นายเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และทีมผู้บริหารเข้าพบ ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ของการก่อตั้งบริษัทเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศจีน โดยยืนยันการลงทุนระยะยาว ระบุไทยยังคงเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของบริษัท และจะมีการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในอนาคต นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะ และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ยานยนต์ไร้คนขับในอนาคต โดย GWM เป็นผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายแรกที่ส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยไปยังต่างประเทศเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำหรับการผลิตรถยนต์ HEV, PHEV และ BEV รวมกำลังการผลิตมากกว่า 30,000 คันต่อปี และยังได้เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้ EV ของรัฐ ทั้งในโครงการ EV3.0 และ EV3.5
อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมออกแนวทางและกฎหมายเพื่อจัดการซากรถและแบตเตอรี่ใช้แล้วให้เกิดการรีไซเคิลอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมการผลิตรถยนต์ HEV และ MHEV ภายในประเทศ ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษหากมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท และใช้ชิ้นส่วนในประเทศตามเงื่อนไข รวมถึงการสนับสนุนการติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติ (ADAS) ในรถยนต์รุ่นใหม่ โดยการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นแบตเตอรี่ แต่หมายถึงการยกระดับทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม รัฐบาลพร้อมเปิดกว้างต่อเทคโนโลยีทุกรูปแบบที่ช่วยลดมลพิษ เพิ่มความปลอดภัย และตอบโจทย์ตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็น BEV, HEV, MHEV หรือแม้แต่ยานยนต์ไร้คนขับ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังตั้งเป้าเป็นฐานการผลิต EV เพื่อการส่งออก โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐาน การทดสอบ การรับรองคุณภาพ และการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้กรอบ FTA กับทั้งประเทศคู่ค้าเดิม และการเจรจาใหม่อย่างไรก็ตาม หาก SMEs ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจตายลง เศรษฐกิจของประเทศก็ไปต่อไม่ได้ ดังนั้น นโยบายเหล่านี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเซฟ SME ของประเทศไทย แต่ยังเป็นการเซฟเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วย ทั้ง 2 เรื่องแยกออกกันไม่ได้
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)
2. ดีพร้อมอัดสินเชื่อช่วยเอสเอ็มอี ดอกเบี้ยปีแรก 3% วงเงิน 20 ล้าน (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2568)
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยพิบัติและเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย จึงกำหนดมาตรการเพิ่มสภาพคล่องผ่านเงินทุนหมุนเวียนฯ วงเงิน 20 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำหรับฟื้นฟู และเยียวยาสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย หรือเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ชายแดน และเป็นลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนฯ ชั้นดีรายเดิม หรือมีประวัติการค้างชำระไม่เกิน 1 ปี ทั้งนี้ สำหรับมาตรการที่ได้รับสิทธิ 3 เด้ง คือ 1. พักชำระหนี้ไม่เกิน 4 เดือน 2. ลดค่างวดผ่อนชำระรายเดือนตามสัญญาเดิม 50% เป็นระยะเวลา 4 เดือน และ 3. ขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยรวมแล้วต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม ซึ่งยังมีสิทธิขอกู้เงินเพิ่มเติมในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการ พร้อมกันนี้ ดีพร้อมได้จัดทีมผู้เชี่ยวชาญ ลงพื้นที่ช่วยประเมินสภาพปัญหา พร้อมการวางแผนฟ้นฟู ผ่านศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรมดีพร้อม (DIPROM Business Service Center : DIPROM BSC)
อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และต้องการเสริมสภาพคล่อง สามารถยื่นขอรับบริการเงินทุนหมุนเวียนฯ ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได เริ่มต้นปีแรกที่ 3% ต่อปี พร้อมสิทธิการพักชำระหนี้ไม่เกิน 4 เดือน
นายภาสกร ชัยรัตน์
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
3. ระบบเตือนภัยศก. ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 31กรกฎาคม 2568)
นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ระดับ 97.35 ขยายตัว 0.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 3 ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.58% ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 96.75 ขยายตัว 1.47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมกลับมาผลิตเพิ่มขึ้น สำหรับปัจจัยสนับสนุนหลักต่อภาคการผลิต ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ 17.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิเช่น โครงการคุณสู้เราช่วยที่ขยายเวลาลงทะเบียน การลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) การค้าระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง มีมูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ)ขยายตัว 15.0% เป็นเดือนที่ 12 เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนที่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า ทั้งนี้ ความไม่ชัดเจนของผลการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกายังคงกดดันภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะเมื่อประเทศคู่แข่งสำคัญทางการค้าบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาได้มากขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน 2568 ปรับตัวลดลง มีปัจจัยหลักจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การทะลักของสินค้าต่างประเทศ และเงินบาทที่แข็งค่าพร้อมสกุลเงินอื่น การบริโภคภาคเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัวจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ส่งผลกระทบต่อยอดขายของสินค้าอุตสาหกรรมโดยรวม ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม สำหรับระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนกรกฎาคม 2568 "ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง" โดยปัจจัยในประเทศชะลอตัวลงตามการลงทุนภาคเอกชนและการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่ลดลง รวมถึงความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่ยังคงมีสภาวะแย่ลง ด้านปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากผลกระทบของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ ภาคการผลิต และความต้องการสินค้ายังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมไทยยังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกหลักของไทยที่ผู้ผลิตหลักเป็น SMEs มูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ อัญมณี อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูน่ากระป๋อง และถุงมือยาง รัฐบาลจึงเร่งรับมือด้วยการสนับสนุนให้ใช้สินค้าไทยในประเทศผ่านมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพิ่มแรงจูงใจให้เอกชนใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ขยายตลาดทดแทนในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ตลอดจนผลักดันสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ในระยะยาว
ข่าวต่างประเทศ
4. กำไรภาคอุตสาหกรรมจีนร่วงต่อเนื่องเดือนมิ.ย. สัญญาณดีมานด์ในประเทศยังอ่อนแอ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2568)
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า กำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน 2568 ลดลง 4.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งแม้จะเป็นอัตราที่ชะลอลงจากที่ลดลงถึง 9.1% ในเดือนพฤษภาคม แต่ก็ส่งผลให้กำไรในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 1.8% ซึ่งเป็นการหดตัวที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 5 เดือนแรกของปี โดยภาวะดังกล่าวสะท้อนผลกระทบจากสงครามราคาที่รุนแรง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งผลักดันให้รัฐบาลจีนประกาศจะเข้ามาควบคุมการแข่งขันด้านราคาอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ทางด้าน หลู เจ๋อ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากซูโจว ซีเคียวริตี้ส์ (Soochow Securities) คาดการณ์ว่า ผลกำไรภาคอุตสาหกรรมอาจมีแนวโน้มดีขึ้นจากมาตรการของรัฐบาล รวมถึงโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ที่จะช่วยควบคุมสงครามราคาและกระตุ้นอุปสงค์ของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ทางด้านยฺหวี เว่ยหนิง นักสถิติจาก NBS กล่าวว่า จีนจำเป็นต้องเร่งสร้าง "ตลาดในประเทศที่เป็นหนึ่งเดียว" และส่งเสริมการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ให้มีคุณภาพสูง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมภายนอกที่ซับซ้อน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)