ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนสิงหาคม 2568

ข่าวในประเทศ

A person holding a microphone

AI-generated content may be incorrect.

นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. ญี่ปุ่นปักธงลงทุนไทย JETRO-JCCB ยกทีมหารือ 'เอกนัฏ' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 13 สิงหาคม 2568)

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้การต้อนรับ นายอาเบะ อิชิโระ (Mr. Abe Ichiro) ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO Bangkok) พร้อม คณะกรรมการบริหารของหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ (JCCB) ในโอกาสเข้าพบเพื่อแนะนำตัวภายหลังเข้ารับตำแหน่งและรายงานสรุปผลการสำรวจดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นทางธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรก พ.ศ. 2568 สำหรับการหารือครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยประธาน JETRO และ JCCB ได้นำเสนอผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของการส่งออก ควบคู่กับความต้องการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ พร้อมคาดการณ์ว่าการลงทุนในโรงงานและเครื่องจักรจะขยายตัวต่อเนื่อง และตลาดส่งออกสำคัญยังคงเป็น อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้เสนอประเด็นที่ต้องการให้รัฐบาลไทยสนับสนุน อาทิ การรักษาเสถียรภาพด้านการเงิน การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเพื่อเอื้อต่อการลงทุน การควบคุมมลพิษทางอากาศ และการคุ้มครองผู้ประกอบการ SMEs จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ ในส่วนความคืบหน้า การดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมถึงมาตรการและผลการดำเนินงานปราบปราม ธุรกิจสีเทา การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และการแก้ไขปัญหาการส่งผ่านแดนที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศนั้น ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบทั่วประเทศ จัดระเบียบโรงงานและธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงปิดโรงงานผิดกฎหมาย ตรวจสอบและคัดกรองบริษัทที่เข้าข่ายเป็นนอมินีกว่า 46,000 ราย ได้ยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มอก. มูลค่ากว่าพันล้านบาท และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และยังสกัดกั้น การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ปนเปื้อนและได้ส่งคืนประเทศต้นทาง

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมทั้งระบบ ตั้งแต่การกำกับดูแลโรงงาน การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการบังคับใช้มาตรการ "ผู้ก่อมลพิษเป็น ผู้จ่าย" เพื่อให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการแก้ปัญหาการส่งผ่านแดน (Transshipment) ที่มีความซับซ้อนและกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการใช้ไทยเป็นทางผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษี ซึ่งอาจส่งผลให้สินค้าส่งออกไทยต้องเผชิญ ภาษีสูงถึง 36% ในบางตลาด กระทรวงฯ จึงเร่งบังคับใช้กฎหมายเข้ม ตรวจตู้สินค้าต้องสงสัย จับกุมสินค้าสำแดงเท็จ และทำงานร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อป้องกัน ไม่ให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางสินค้าที่เป็นอันตรายหรือผิดกฎหมาย

 

A person in a suit sitting at a table

AI-generated content may be incorrect.

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2. ชี้ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจชะลอ-ส่งออกลด (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 14สิงหาคม 2568)

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ทำให้เหลือ 1.50% ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือว่าเป็นการพิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงเพราะต้นทุนของผู้ประกอบการที่นอกจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่งแล้วต้นทุนทางการเงิน ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญในเรื่องของค่าใช้จ่าย ถือเป็นภาระทางการเงิน ที่สำคัญให้เบาบางลงได้ โดยการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ จะช่วยลดภาระทางด้านต้นทุนทางด้านการเงินให้กับผู้กู้ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีสหรัฐฯ และเงินบาทที่แข็งค่ากว่าสกุลเงินในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ภาคเอกชน ยังกังวลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยต้องการให้ธปท.ออกมาตรการควบคุมค่าเงินควบคู่ไปกับนโยบายดอกเบี้ย ทั้งนี้ ภาคเอกชนส่งสัญญาณมาตลอด ว่าหากการออกมาตรการล่าช้าเกินไปอาจไม่ทันการณ์ เนื่องจากการส่งผ่านผลของดอกเบี้ยนโยบายสู่ตลาดต้องใช้เวลาหลายเดือน การตัดสินใจของกนง.ครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ท่ามกลางความท้าทายจากภายนอกและภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม สำหรับ 6 เดือนแรกของปีนี้พบว่า การส่งออกของไทยเติบโตถึง 15% ทำให้ผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐฯ ต้องรีบสั่งออเดอร์และกักตุนสินค้าเนื่องจากความกังวลต่อภาษีนำเข้าศุลกากรสหรัฐฯ เมื่อขณะนี้ไทยได้ตัวเลขภาษีสหรัฐฯ ที่ 19% จึงเชื่อว่าการส่งออกครึ่งปีหลังจะลดลงอย่างมากช่วงที่เหลือของปีนี้ ภาครัฐจะต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงภาคท่องเที่ยวให้กลับมาให้ได้ เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยลดลงถึง 6% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีก่อน ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินการคลัง จึงเป็นอีกวิธีการที่สำคัญ

 

A person in a suit and tie

AI-generated content may be incorrect.

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

3. ญี่ปุ่นเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย เดินหน้าเข้ามาลงทุนใน 5 อุตฯหลัก (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2568)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 บีโอไอได้พบหารือกับนายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ (JETRO Bangkok) และ Chief Representative for ASEAN และนายซาโต้ ฮิโรยาสุ ประธานหอการค้าญี่ปุ่นในประเทศไทย (JCC) พร้อมคณะผู้บริหาร JETRO และ JCC โดย JETRO และ JCC ได้นำเสนอผลสำรวจนักลงทุนญี่ปุ่นในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และแนวโน้มการดำเนินธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่นในไทย ขณะที่บีโอไอได้นำเสนอความคืบหน้าของนโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาระบบการให้บริการและการอำนวยความสะดวกสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่น ทั้งนี้ จากผลการสำรวจล่าสุดของ JETRO-JCC จะเห็นว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในทิศทางที่ดีขึ้น และยังให้ความเชื่อมั่นในการขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจได้ปรับตัวดีขึ้นจาก -11 ในช่วงครึ่งหลังปี 2567 มาอยู่ที่ -7 ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2568 และคาดว่าจะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ -2 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ สะท้อนถึงสัญญาณฟื้นตัว แม้ยังมีความกังวลเรื่องผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท โดยบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากยังสนใจลงทุนต่อเนื่องในไทย โดยเฉพาะใน 5 สาขาหลัก คือ ยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริด อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร อาหาร และผลิตภัณฑ์โลหะ นอกจากนี้ ยังจะมีการลงทุนในสาขาอื่นๆ ด้วย เช่น สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ดิจิทัล ธุรกิจบริการ รวมไปถึงการเข้ามาลงทุนของกลุ่มสตาร์ทอัพ และการยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจในไทย โดยขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย JETRO จะมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทย-ญี่ปุ่น รวมถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย-ญี่ปุ่น ให้ทำงานร่วมกัน โดยการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจและกิจกรรมอื่นๆ ที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ โดยการลงทุนจากญี่ปุ่นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2558 - มิถุนายน 2568) มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 2,620 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 7 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ตามลำดับ

 

ข่าวต่างประเทศ

A red circle on a white fabric

AI-generated content may be incorrect.

 

4. ญี่ปุ่นเผย GDP โตเกินคาด 1% ใน Q2/68 แม้เศรษฐกิจถูกกระทบจากภาษีทรัมป์ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2568)

สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 1.0% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายติดต่อกัน 5 ไตรมาส และแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 0.4% โดยได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของการลงทุนด้านทุน (capital investment) แม้การชะลอตัวของการใช้จ่ายผู้บริโภคจะยังคงฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจก็ตาม ซึ่งเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส GDP ขยายตัว 0.3% ในไตรมาส 2 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 0.1% และดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 0.1% ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า GDP ของญี่ปุ่นยังสามารถขยายตัวได้ดีในไตรมาส 2 แม้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ต้องพึ่งพาการส่งออก นอกจากนี้ การลงทุนด้านทุนปรับตัวขึ้น 1.3% ในไตรมาส 2 ซึ่งปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 5 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกดีดตัวขึ้น 2% และการนำเข้าขยับขึ้น 0.6%

 

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับองค์ประกอบด้านอื่นๆ ที่ใช้ในการคำนวณตัวเลข GDP นั้น การอุปโภคบริโภคในภาค เอกชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของราคาอาหารและของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค        

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)