ข่าวในประเทศ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'สมอ.' ชูธง 'อุตฯสีเขียว' ตอบโจทย์ New S-Curve รับมือโลกเปลี่ยน (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2568)
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งการสร้างความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมที่ต้องปฏิบัติตามกติกาการค้าสากล ที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานที่ กำกับดูแลได้เดินหน้าสานต่อนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมได้ตามกำหนดใน ค.ศ. 2050 ที่กำหนดให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิต้องเป็นศูนย์ (net zero) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมป้องกันประเทศใน อันดับต้นๆ ของอาเซียน และกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรที่มีจุดแข็งด้านคุณภาพการรักษาและค่ารักษาพยาบาล ส่งผลให้ตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาได้ออกมาตรฐานที่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวเพิ่มอีก 55 มาตรฐาน เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และรองรับการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-curve
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้ออกมาตรฐานด้านการตรวจสอบและรับรองแห่งชาติ (มตช.) ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรม New S-curve เพิ่มเป็น 100 มาตรฐาน ได้แก่ 1. มาตรฐานที่ใช้ในการรับรองหน่วยรับรอง 10 มาตรฐาน เช่น การให้การรับรองระบบการจัดการปัญญาประดิษฐ์ การประเมินระบบการจัดการในระยะไกล ฯลฯ 2. มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและ ก๊าซเรือนกระจก 7 มาตรฐาน ได้แก่ แนวทางสำหรับการพัฒนาโปรแกรมการตรวจสอบและทวนสอบ 3. มาตรฐานการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ 17 มาตรฐาน 4. มาตรฐานการแพทย์และสุขภาพครบวงจร 4 มาตรฐาน 5. มาตรฐานเมืองอัจฉริยะ 3 มาตรฐาน 6. มาตรฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน 3 มาตรฐาน 7. มาตรฐานอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและบริการดิจิทัล 2 มาตรฐาน 8. มาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและความปลอดภัยทางไซเบอร์ 22 มาตรฐาน 9. มาตรฐานการบริหารงานคุณภาพของ องค์กร 11 มาตรฐาน เช่น ข้อแนะนำในการเพิ่ม ความพึงพอใจของลูกค้า ข้อแนะนำสำหรับธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจ กับผู้บริโภค แนวทางปฏิบัติด้านจรรยาบรรณสำหรับองค์กร 10. มาตรฐานเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงและการท่องเที่ยว เน้นคุณค่า 5 มาตรฐาน และ 11. มาตรฐานอื่นๆ เช่น การจัดการความเสี่ยงสำหรับการเดินทางไปทัศนศึกษา ธรรมาภิบาล มาตรฐานเกี่ยวกับวัสดุอ้างอิงในห้องปฏิบัติการ 16 มาตรฐาน
นางดวงดาว ขาวเจริญ
รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
2. “ดีพร้อม” แถลงความสำเร็จ การสร้าง Fashion Hero Brand ยกระดับหัตถอุตสาหกรรมไทย ด้วยกลไก Soft Power เติบโตสู่ตลาดสากล (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2568)
นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสาขาหัตถกรรมไทย เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจภายในประเทศและการส่งออก โดยในปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกหัตถกรรมรวม 33,019.03 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.10 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งตลาดส่งออกหลักที่มีมูลค่ามากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา และตลาดที่มีอัตราการขยายตัวมากที่สุด คือ สหภาพยุโรป ซึ่งประเทศที่มีอัตราการขยายตัวมากที่สุด คือ อิตาลี สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าส่งออกมากที่สุด คือ เครื่องประดับแท้ทำด้วยทอง และผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการขยายตัวมากที่สุด คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูปทำจากไหม และกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าส่งออกและมีการขยายตัวมากที่สุด คือ เครื่องเงิน เครื่องทอง (รายงานจากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)) ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจในทิศทางของตลาดโลกแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาฝีมือ คือ “การพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์” ให้มีความ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการไทย ให้สามารถพัฒนาและยกระดับทั้งในด้านความเชี่ยวชาญในการออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ทดลองปฏิบัติจริง สร้างเครือข่ายร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม สำหรับกิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขา หัตถอุตสาหกรรมไทย เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสาขาหัตถอุตสาหกรรมไทยได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ เสริมสร้างความพร้อมในการสร้างแบรนด์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างสร้างสรรค์ ช่วยส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและความงามไทยให้มีความรู้ ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การตลาด และสามารถดึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาพัฒนาแบรนด์ให้โดดเด่น ทั้งนี้ คาดว่ากิจกรรมนี้ จะก่อให้เกิดรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาอุตสาหกรรมสาขาหัตถอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
นายวุฒิชัย ประชาพร
ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
3. ดีพร้อม ปั้น 20 ผู้ประกอบการเครื่องแต่งกายมุสลิมแบรนด์ไทยสู่ตลาดแฟชั่นสากล (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 22 สิงหาคม 2568)
นายวุฒิชัย ประชาพร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ได้มองเห็นโอกาสในความท้าทายที่จะยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่นสาขาเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายไทยสู่ตลาดแฟชั่นมุสลิม ภายใต้นโยบาย "ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้" ตามนโยบาย 4 ให้ 1 ปฏิรูป ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน และปฏิรูปดีพร้อมสู่องค์กร ที่ทันสมัย ของนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการใน ทุกด้านอย่างตรงจุดผ่าน "กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิมให้เป็น Premium สู่สากล (Muslim Fashion to Global)" ภายใต้แนวคิด "Our Culture Muslims" ทั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการแฟชั่นมุสลิมไทยให้สามารถแข่งขันในระดับสากล ผ่านการพัฒนาสินค้าเชิงวัฒนธรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นระดับพรีเมียม จากการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก ทั้งในด้านการออกแบบลวดลายและการวางแพทเทิร์น การตัดเย็บ การยกระดับกระบวนการผลิตสู่มาตรฐานพรีเมียม การวางแผนธุรกิจ การตลาด และการสร้างแบรนด์ การเชื่อมโยงตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจอย่างครบวงจร รวมถึงสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาและทุนทางวัฒนธรรม ท้องถิ่น เพื่อยกระดับสินค้าทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดังกล่าวมีการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อต่างๆ อาทิ สไตล์มุสลิมวิถีแห่งความงามและศรัทธา การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าให้สินค้า น่าสนใจแบบมืออาชีพ ความรู้พื้นฐานด้านการควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้ากลุ่มแฟชั่นมุสลิม เทคนิคการทอและการย้อมสีธรรมชาติจากพืชท้องถิ่น พร้อมทั้งกิจกรรม Workshop ในหัวข้อ กลยุทธ์การตลาดและโอกาสการขยายธุรกิจ แนวโน้มการออกแบบ/ตัดเย็บสินค้าแฟชั่นมุสลิม และการทำแพทเทิร์นเสื้อผ้าแฟชั่นมุสลิม โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ สำหรับกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิมให้เป็น Premium สู่สากล (Muslim Fashion to Global) นี้ มีผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 26 กิจการ และมีผู้ประกอบการผ่านการคัดเลือกจำนวน 20 กิจการ เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบใหม่จำนวน 20 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งแฟชั่นมุสลิมชายและหญิง ที่สะท้อนพลังสร้างสรรค์ของ "แฟชั่นมุสลิมไทย" ให้มีความพร้อมก้าวสู่ระดับสากลและสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน
ข่าวต่างประเทศ
4. เกาหลีใต้ส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นสองเดือนติด รับดีมานด์ยุโรป-เอเชียแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2568)
กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกรถยนต์เดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้น 8.8% แตะที่ระดับ 5.83 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเดือนที่สอง เนื่องจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากยุโรปและเอเชีย โดยรายงานของกระทรวงระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกรถยนต์ของเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น มาจากการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์รถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความแข็งแกร่งของอุปสงค์จากยุโรปและเอเชีย ซึ่งช่วยชดเชย อุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลงอันเป็นผลมาจากผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ทั้งนี้ การส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯ ลดลง 4.6% แตะที่ 2.33 พันล้านดอลลาร์ แต่การส่งออกไปยังสหภาพยุโรป (EU) และเอเชีย พุ่งขึ้นในอัตราเลขสองหลัก ส่วนยอดส่งออกรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมพุ่งขึ้น 10.7% แตะที่ 2.05 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์ส่งออกของเกาหลีใต้ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 211,854 คัน เพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบรายปี ส่วนการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ลดลง 7.2% แตะที่ 1.92 พันล้านดอลลาร์ สำหรับจำนวนรถยนต์ที่ผลิตในโรงงานภายในประเทศ เพิ่มขึ้น 8.7% แตะที่ 316,295 คัน ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบรายปี ส่วนจำนวนรถยนต์ที่จำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ อยู่ที่ 138,503 คัน ในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)