ข่าวในประเทศ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. ยกระดับ ศก.ชุมชน สร้างมูลค่าวัตถุดิบพื้นถิ่น (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2568)
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการให้เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านต่างๆ ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษี นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพให้กับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งเดินหน้ายกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยในทุกระดับ ผ่านการผลักดัน "ซอฟต์พาวเวอร์อาหาร" ซึ่งเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานราก ทั้งนี้ จังหวัดนครสวรรค์ ถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพที่โดดเด่น ในฐานะประตูสู่ภาคเหนือ มีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในหลายๆ ด้าน ทั้งการคมนาคมขนส่ง การอุปโภคบริโภค และการใช้ทำเกษตรกรรม ส่งผลให้จังหวัดนครสวรรค์มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทางชีวภาพ และมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและพืชผลทางการเกษตรรวมถึงมีรากฐานแข็งแกร่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างมีเสน่ห์ และสามารถต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนต้องสร้างพลังแห่งสมดุลครอบคลุมทั้ง 4 มิติ สำคัญ ทั้งความสามารถในการแข่งขัน การยอมรับจากชุมชนและสังคม ตอบโจทย์กติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น (Crop) อาหารพื้นถิ่น (Food) หัตถกรรมพื้นบ้าน (Craft) สมุนไพรประจำถิ่น (Herb) และวัสดุพื้นถิ่น (Material) ด้วยการประยุกต์ใช้ทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา นวัตกรรม และเทคโนโลยีสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ รวมถึงสร้างภาพลักษณ์และการรับรู้ผ่านการสร้างแบรนด์และนำเสนอเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ตลอดจนขยายโอกาสทางธุรกิจด้วยการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ชุมชนเกิดการสร้างรายได้และสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองอีกทั้งยังเป็นการกระจายรายได้ไปยังเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกเสริมสร้างการจ้างงานอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภูมิภาค (Local Economy) ได้อย่างยั่งยืน
นายณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
2. กรมโรงงานจับมือ กนอ.-สอจ. ป้องกันอัคคีภัยในโรงงานเสี่ยงสูง (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 28 สิงหาคม 2568)
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อัคคีภัยในโรงงานเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ โรงงานลำดับที่ 39,40 ผลิตภัณฑ์กระดาษ โรงงานลำดับที่ 53(4)(5)(7) ผลิตภัณฑ์พลาสติก และโรงงานลำดับที่ 42 เคมีภัณฑ์ สารเคมี และปิโตรเคมี สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสังคม จึงสั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ปรับเปลี่ยนการทำงานจาก "ตั้งรับ" เป็น "การรุก" เร่งเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงงานเสี่ยงสูง และพัฒนากระบวนการทำงานอย่างบูรณาการ ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี การกำกับดูแล การสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเหตุเพลิงไหม้หลายครั้งเกิดจาก "การละเลยเล็กน้อย" ไม่ว่าจะเป็นการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอ การจัดเก็บวัตถุไวไฟไม่เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากผู้ประกอบกิจการให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ทางด้านนายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า กรอ. ขานรับข้อสั่งการโดยส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการครอบคลุมในทุกมิติ จาก "ตั้งรับ" เป็น "การรุก" โดยนำข้อมูล การเกิดอัคคีภัยในโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงมาวิเคราะห์และถอดบทเรียน เพื่อจัดทำเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันอัคคีภัย และข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัย (Safety Guideline) ด้านอัคคีภัย ที่นำไปใช้ได้จริง เน้น 4 มาตรการสำคัญ คือ 1) การจัดการระบบไฟฟ้าอย่างปลอดภัย - ตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ติดตั้งสายดิน หม้อแปลง และอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร 2) ระบบป้องกันและระงับ อัคคีภัย - จัดให้มีอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบน้ำดับเพลิงหรือระบบ ดับเพลิงอัตโนมัติ รวมถึงเส้นทางหนีไฟที่เพียงพอตามมาตรฐาน และฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินเป็นประจำ 3) การจัดเก็บวัตถุไวไฟและสารเคมีอันตราย - ต้องแยกเก็บเป็นสัดส่วน มีระบบระบายอากาศไม่ปะปนกับสารที่เข้ากันไม่ได้ ติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และมีอุปกรณ์ความปลอดภัยพร้อมใช้ และ 4) การควบคุมงานที่ก่อให้เกิดความร้อนหรือประกายไฟ เช่น การเชื่อม ตัด เจียร ต้องอยู่ ภายใต้การอนุญาต (Work Permit) และมีมาตรการ ควบคุมสะเก็ดไฟไม่ให้กระทบวัสดุติดไฟได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม กรอ. ยังได้ร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ เพื่อกำกับ ติดตาม และสนับสนุนผู้ประกอบกิจการให้สามารถดำเนิน 4 มาตรการได้อย่างเคร่งครัด เสริมสร้างการทำงานเชิงรุกด้านความปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี และการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้อุตสาหกรรมไทย ก้าวสู่ยุคใหม่ที่ แข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืน เพราะ "ความปลอดภัยไม่ใช่ภาระทางกฎหมาย แต่เป็นฐานรากของความยั่งยืนของธุรกิจ"
นายภาสกร ชัยรัตน์
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
3. ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมหดตัว (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 29 สิงหาคม 2568)
นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ไตรมาส 2 ของไทยขยายตัว 0.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาขณะที่อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 1.70% ส่วนภาพรวม 7 เดือนของปีนี้ (มกราคม - กรกฎาคม 2568) ดัชนีเอ็มพีไอหดตัว 0.70% ทั้งนี้ สศอ.ได้ประมาณการดัชนีเอ็มพีไอตลอดทั้งปีขยายตัว 0-0.5% ลดลงจากเดิมคาดไว้ที่ 0-1% แต่คงประมาณการจีดีพีอุตสาหกรรมที่ 0.5-1.5% สำหรับดัชนีเอ็มพีไอเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 93.34% หดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.98% เนื่องจากรับแรงกดดันจากการผลิตรถยนต์หดตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าในภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 57.37% ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตรถยนต์กลับมาหดตัวอีกครั้ง และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 1 ราย หยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามแผนประจำปี
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลต่อยอดขายสินค้าภาคอุตสาหกรรมรวมถึงความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลง อีกทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะลอตัว ส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอกกระเป๋าเดินทาง รองเท้ากีฬา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ดังนั้น เดือนสิงหาคมต้องเฝ้าระวังปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณชะลอตัวจากผลของกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว
ข่าวต่างประเทศ
4. ญี่ปุ่นจ่อลงทุน 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในอินเดียระยะ 10 ปี เน้นด้าน AI-ชิป (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2568)
ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยแผนลงทุนมูลค่า 10 ล้านล้านเยน (6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอินเดียในการประชุมสุดยอดกับ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่จะเริ่มขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 นี้ โดยการลงทุนดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทญี่ปุ่นในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ ขยายธุรกิจไปยังอินเดีย ขณะเดียวกัน แผนนี้ยังเปิดโอกาสให้แรงงานผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจอินเดียผ่านความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ โมดีจะเดินทางถึงญี่ปุ่นในวันศุกร์นี้ และทั้งสองนายกรัฐมนตรีตั้งใจที่จะปรับปรุงการประกาศร่วมด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงการแลกเปลี่ยนผู้วิจัยรุ่นใหม่ในด้าน AI ภายใต้ข้อตกลง AI Cooperation Initiative รวมถึงแผนการใช้แอปพลิเคชัน AI เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม
อย่างไรก็ตาม อินเดียให้ความสนใจกับความแข็งแกร่งของญี่ปุ่นในด้านวัสดุและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ โดยอิชิบะและโมดีจะเยี่ยมชมโรงงานผลิตอุปกรณ์ชิปของบริษัทโตเกียว อิเล็กตรอน (Tokyo Electron) ในจังหวัดมิยากิ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นในวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2568 พร้อมทั้งเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอบรมของบริษัทสำหรับลูกค้า เพื่อให้ญี่ปุ่นได้แสดงเทคโนโลยีของตน
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)