ข่าวในประเทศ
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
1. 'ดีพร้อม' ชงแผนงบฯ 150 ล้านบาท ฟื้นฟู 'เอสเอ็มอี' ไทยแข็งแกร่งอยู่รอด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 12 มกราคม 2569)
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ "ดีพร้อม" ได้เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองและติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 1/2568 โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณากลั่นกรองคำขอและข้อเสนอ 22 โครงการ จาก 33 โครงการของ 17 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนและดำเนินโครงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้งบประมาณของกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสำหรับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ
อย่างไรก็ตาม "ดีพร้อม" ได้นำเสนอโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) วงเงินงบประมาณ 150 ล้านบาท ดำเนินการทั่วประเทศ ต่อที่ประชุม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ SMEs ไทยมีขีดความสามารถ เข้มแข็ง สามารถอยู่รอดและเติบโต ผ่านการจัดทำแผนพัฒนาและฟื้นฟูธุรกิจ ด้วยการวินิจฉัย วิเคราะห์สภาพปัญหา และกำหนดแนวทางการปรับปรุงแก้ไขที่สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยทั้งภายในภายนอก รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและขยายช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น เพื่อให้ต่อยอดการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
2. BOI เคาะลงทุน Data Center 7 โครงการ มูลค่ากว่า 9.6 หมื่นล. (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 มกราคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ประกอบด้วย บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด 3 โครงการ มูลค่าลงทุน 45,304 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ชลบุรี และสมุทรปราการ รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 223 เมกะวัตต์ (MW) ,บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 05 จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่ม Gulf, Singtel และ AIS จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 37,202 ล้านบาท ตั้งอยู่ระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์ (MW) , บริษัท สเตลล่าร์ ดีซี จำกัด มูลค่าลงทุน 8,050 ล้านบาท เป็นโครงการของกลุ่ม STECON ที่พัฒนาร่วมกับ SC Zeus Data Centers ประเทศสิงคโปร์ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ (MW) ,บริษัท เฟรเออร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจติดตั้งและบริหารจัดการดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 6,321 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ระยอง และสมุทรปราการ
อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ ระยอง 33% ชลบุรี 32% สมุทรปราการ 12% ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ
นายดนุชา พิชยนันท์
เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
3. สศช.ปักธง 'แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14' ปี 69 ร่างเสร็จสมบูรณ์ (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569)
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 - 2575) ว่า สศช.ได้เริ่มต้นกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 แล้ว ขณะนี้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ในขั้นตอนการจัดทำกรอบ (Framework) โดยเป้าหมายสำคัญภายใต้แผนฉบับใหม่ จะเน้นไปที่ความครอบคลุมและความยั่งยืนเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อน พร้อมทั้งประมวลผลของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มาพิจารณาด้วย สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สศช. ได้กำหนดประเด็นการพัฒนาผ่านเสาหลักต่างๆ เพื่อวางกรอบการพัฒนาในด้านที่สำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เน้นการอุตสาหกรรมใหม่และการสร้างผลิตภาพ (Productivity) ด้านภาครัฐ เน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐ ด้านสิ่งแวดล้อม เน้นการสร้างความยั่งยืนและการรับมือการเปลี่ยนแปลง และด้านเทคโนโลยี โดยกำหนดให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนประเทศ โดยด้านหนึ่งที่สำคัญสำหรับการวางกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือ ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย จะมีการต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่ทำได้ดีในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการท่องเที่ยว โดยศึกษาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูว่าอุตสาหกรรมใดจะเป็นตัวขับเคลื่อนใหม่ของประเทศ ขณะเดียวกัน ยังต้องหาจุดเน้นเรื่องการซ่อมและสร้าง การเพิ่มผลิตภาพ รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็นกับการวางรากฐานประเทศในระยะยาว อีกทั้งยังต้องพิจารณาบทเรียนจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ซึ่งยอมรับว่า ตัวชี้วัดบางตัวในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตช้าในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นความท้าทายที่ต้องนำมาปรับใช้ในการวางกรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ในช่วงการนำกรอบแนวคิดไปรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ เพื่อหาคอนเซ็ปต์และความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายให้ตัวร่างแผนเสร็จสมบูรณ์ ก่อนที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในปี 2571 โดยในขั้นต้นสภาพัฒน์ต้องการให้ร่างเสร็จทันในปี 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณปี 2571 ได้ต่อไป
ข่าวต่างประเทศ
4. เวิลด์แบงก์เพิ่มคาดการณ์ศก.โลกปี 69 แต่เตือนอาจเผชิญขาลงจากการค้าตึงเครียด (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 14 มกราคม 2569)
ธคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยระบุว่าภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ได้อย่างน่าประหลาดใจ แม้จะเผชิญกับความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงถึงขั้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม โดยคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ของโลกจะเพิ่มขึ้น 2.6% ในปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากคาดการณ์ในเดือนมิถุนายน ปีที่แล้วที่ระดับ 2.4% ซึ่งการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 ครั้งใหม่นี้ ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปี 2568 ที่ประมาณการไว้ที่ 2.7% โดยธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจในปี 2568 ได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งทางการค้าอันเนื่องมาจากการที่บริษัทต่างๆ และภาคครัวเรือนต่างเร่งซื้อสินค้าเพื่อเตรียมรับมือกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกอบกับผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรที่น้อยกว่าคาด และการกระตุ้นการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ตาม รายงานของธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นอย่างมาก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะขาลง ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญที่สถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าอาจทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นอาจทำให้การส่งออกถูกเปลี่ยนทิศทางไปยังประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตในประเทศเหล่านั้นต้องพยายามหามาตรการป้องกันจากการแข่งขันการนำเข้าที่ดุเดือดขึ้น
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)