ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกุมภาพันธ์ 2569

ข่าวในประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. ทูตอียูหนุนไทยรื้อระเบียบลงทุน (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569)

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นางลุยซา ราแกร์ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยและคณะ ในโอกาสเข้าพบและหารือแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรปว่า ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป พร้อมผลักดันแผนการขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมร่วมกันในอนาคต โดยสหภาพยุโรปถือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงของรัฐบาลรักษาการ แต่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ภายใต้นโยบาย "ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน" ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยและรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย สร้างความมั่นใจสูงสุดแก่นักลงทุนจากยุโรปที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศ สำหรับการขับเคลื่อนความร่วมมือในระยะต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญ คือ 1. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล โดยมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net-Zero Emission ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยยินดีที่จะเสริมสร้างความ ร่วมมือในด้านกฎระเบียบสำคัญ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบการขนส่งของเสีย (RSW) เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวได้สอดคล้องกับมาตรฐาน สิ่งแวดล้อมของยุโรป และลดผลกระทบต่อการค้าระหว่างกัน 2. ความร่วมมือด้านการค้าและการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Thai-EU FTA) ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายภายในกลางปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และลดอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆ และเสริมสร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน และ 3. การแสวงหาโอกาสภายใต้โครงการ Global Gateway ของสหภาพยุโรป ที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ไทยให้ความสำคัญกับสหภาพยุโรป แต่ในทางกลับกันสหภาพยุโรปก็ตระหนักถึงศักยภาพของไทยในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และคู่ค้าอันดับ 3 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากนี้ ไทยยังมีทิศทางการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป ทั้งในด้านการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ซึ่งความสอดคล้องนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือ ในอนาคต พร้อมสนับสนุนแนวทางการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการลงทุน โดยไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จึงควรยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนจากกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น

 

นายณัฐพล รังสิตพล

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

2. เติมเงินกู้ด่วน 500 ล้าน อุ้มเอสเอ็มอี (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569)

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ บริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี เปิดเผยว่า กองทุนฯ ได้เพิ่มการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเอสเอ็มอี ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของกองทุนฯ ให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง จึงได้เติมเงินทุนสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตด้วยโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) วงเงินโครงการ 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุนฯ ที่ต้องการเติมทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจและคงสภาพการจ้างงาน โดยต้องเป็นลูกหนี้เกรด A หรือชำระดีติดต่อกัน 12 เดือน มีวงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยคงที่ 2.5-3.5% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปี ทั้งนี้ TOP UP จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ผู้ที่เป็นลูกหนี้เดิมของกองทุนฯ ในภาวะเศรษฐกิจมีความผันผวน พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อนำไปใช้เสริมสภาพคล่อง ขยายกิจการ ฟื้นฟูศักยภาพทางธุรกิจ ให้เอสเอ็มอีพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สามารถนำพาธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์ได้รับพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการมีอาทิ เป็นเอสเอ็มอีที่เป็นลูกหนี้ของกองทุนฯ ใน 7 โครงการที่กำหนด มีภาระหนี้เงินต้นวงเงินกู้สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) คงเหลืออยู่กับกองทุนฯ หรือถูกดำเนินคดี ณ วันยื่นขอเข้าร่วมหลักเกณฑ์ และคุณสมบัติอื่นๆ เป็นไป ตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ กำหนด หรือต้องมีสถานะที่ไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) หรือไม่อยู่ในระหว่างที่ถูกกองทุนฯ ดำเนินคดี สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ หรือธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

 

นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์

รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กระทรวงอุตสาหกรรม

 

3. 'ดีพร้อม' ผนึกกำลัง 'JICA' ดันผู้ประกอบการไทยสู่ Smart SMEs (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569)

นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดีพร้อมได้ต้อนรับ นายซุนซูเกะ ซาคูโด๊ะ หัวหน้าผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA สำนักงานประเทศไทย พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น ผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย คณะกรรมการประสานงานร่วมโครงการ (Project Join Coordinating Committee : JCC) ภายใต้โครงการ Smart Factory for Local SMEs Towards Thailand 4.0 Through Regional Integrated SME Promotion (RISMEP) โดยการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมโครงการ (Project Joint Coordinating Committee) จัดขึ้นเพื่อรายงานความก้าวหน้า การดำเนินโครงการฯในปี 2568 ซึ่งได้ดำเนินการ นำร่องในพื้นที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 จังหวัดขอนแก่น และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 10 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยได้มีการคัดเลือกบุคลากร ของดีพร้อม ทีมสนับสนุน (Support Team) จากเครือข่าย RISMEP เดิม (กลไกสนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้วยเครือข่ายหน่วยงาน และผู้ให้บริการธุรกิจอุตสาหกรรม) ที่มีประสบการณ์การให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์การบริหารงานแบบญี่ปุ่น (Kaizen) ไม่น้อยกว่า 3 ปี จำนวน 15 ราย เพื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนา Support Team ให้มีองค์ความรู้และ ความเข้าใจในหลักการของ Kaizen และการประยุกต์ใช้แนวคิด Digital Kaizen ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาร่วมกันในการกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินโครงการฯ โดยผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นได้นำเสนอเครื่องมือการออกแบบเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการ (Project Design Matrix : PDM) ที่ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ กิจกรรม ตัวชี้วัด รวมถึง ช่วยในการคาดการณ์ ระบุความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการฯ และข้อสมมุติฐานได้อย่างชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งได้เสนอแผนการขับเคลื่อนโครงการฯในระยะถัดไป เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง มีความต่อเนื่อง และสามารถบรรลุเป้าหมายของโครงการฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระยะที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

อย่างไรก็ตาม โครงการฯ ดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างดีพร้อมและองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JICA โดยมีระยะเวลาในการดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ 2568-พ.ศ. 2571) เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของ Support Team ในเครือข่าย RISMEP ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความพร้อมในการส่งเสริม ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 39 กิจการ ให้มีองค์ความรู้ด้าน Digital Kaizen และมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลระบบ Internet of Things (IoT) มาใช้ในการปรับปรุงกระบวน การผลิตเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเปล่า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศสู่อุตสาหกรรม 5.0 ในอนาคต

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. PMI ภาคการผลิตขั้นต้นญี่ปุ่นเดือนก.พ. ขยายตัวเร็วสุดในรอบ 4 ปี รับดีมานด์แกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569)

เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจว่า กิจกรรมภาคการผลิตของญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ จากระดับ 51.5 ในเดือนมกราคม ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ทั้งนี้ ดัชนีที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากเอสแอนด์พี โกลบอล มาร์เก็ต อินเทลลิเจนซ์ (S&P Global Market Intelligence) กล่าวว่า อุตสาหกรรมการผลิตมีโมเมนตัมการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสอดคล้องกับการขยายตัวที่แข็งแกร่งในภาคบริการ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการฟื้นตัวได้ครอบคลุมในวงกว้างมากขึ้น โดยดัชนีย่อยที่สำคัญทั้งผลผลิตภาคโรงงานและยอดคำสั่งซื้อใหม่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ โดยบริษัทต่างๆ ระบุถึงสภาวะอุปสงค์พื้นฐานที่แข็งแกร่งและปัจจัยบวกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ นอกจากนี้ อุปสงค์จากต่างประเทศที่แข็งแกร่งยังช่วยผลักดันให้ยอดคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกใหม่ขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 8 ปีอีกด้วย

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)