ข่าวในประเทศ
นายดุสิต อนันตรักษ์
รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)
1. 'ดีพร้อม' แนะอุตฯชิ้นส่วน โชว์จุดแข็ง-ปรับตัวสู่ยานยนต์อนาคต (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 23 มีนาคม 2569)
นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยในงานประชุมสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ว่า ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไทยกำลังเผชิญสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากตัวชี้วัดสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี แม้ว่ามูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นแต่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมกลับไม่ได้ขยายตัวตามศักยภาพ ส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนบางรายที่เข้ามาขอใบอนุญาต แต่ไม่ได้ผลิตจริง จึงไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ถึงแม้การผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่การผลิตรถกระบะกลับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 เป็นประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากรถกระบะถือเป็น "Product Champion" ของไทยมาอย่างยาวนาน ขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยยังมีจุดแข็งในด้านชิ้นส่วนโครงสร้าง ตัวถัง ระบบขับเคลื่อน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนพื้นฐานของรถเครื่องยนต์สันดาป แต่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ และระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว นอกจากนี้ รวมถึงปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน และผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้างสำคัญ เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางการผลิต การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่สำคัญของภูมิภาคตลอดทั้ง ห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การประกอบรถยนต์ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ (Key Parts) การเป็นศูนย์กระจายสินค้า จนถึงการวิจัย ออกแบบและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ และการทดสอบที่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันภาครัฐยังผลักดันนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เพื่อสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สู่ยานยนต์แห่งอนาคต (xEV) ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ZEV และ xEV ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยขอให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยเชื่อมั่นในศักยภาพการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค นโยบายภาครัฐและกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายและเติบโตได้อย่างมั่นคงไปพร้อมกัน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. ไฟเขียวไทรอัมพ์ทุ่ม 4,000 ล้าน 'บีโอไอ' หนุนดันไทยสู่ฐานผลิต 'บิ๊กไบค์' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 24 มีนาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อขยายกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ Big Bike ขนาดตั้งแต่ 500 ซีซีขึ้นไป รวมถึง การผลิตเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนแบบครบวงจร เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ในอังกฤษ และประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย 95% ส่วนที่เหลือ อีก 5% จำหน่ายในไทย ตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม อมตะซิตี้ จ.ชลบุรี เงินลงทุนของส่วนขยายครั้งนี้กว่า 4,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ไทรอัมพ์ ได้เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ตั้งแต่ ปี 2552 รวมทั้งสิ้น 4 โครงการ เงินลงทุนสะสมกว่า 13,000 ล้านบาท ปัจจุบันจ้างงานบุคลากรไทย กว่า 2,000 คน และจะเพิ่มการจ้างงาน ตามโครงการใหม่นี้อีกกว่า 1,000 คน มียอดส่งออกจากไทยกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักของไทรอัมพ์ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การขยายการลงทุนครั้งใหญ่ของ ไทรอัมพ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกต่อศักยภาพของไทย ในฐานะฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงของภูมิภาค โดยบีโอไอพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่จะผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต และส่งออกยานยนต์คุณภาพสูงระดับโลก ที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีความจุ กระบอกสูบตั้งแต่ 250 ซีซีขึ้นไป แก่ 5 บริษัท ได้แก่ Triumph, Ducat i, Harley-Davidson, Kawasaki และ Yamaha มูลค่าเงินลงทุนรวม 20,000 ล้านบาท ปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างต่อเนื่อง
นายยุทธศักดิ์ สุภสร
ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
3. กนอ.เปิดตัวโครงการ CIE เดินหน้ายกระดับชุมชนรอบนิคมฯ ปั้นแบรนด์สินค้าคุณภาพ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569)
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดทำโครงการ "ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Community Products by I-EA-T : CIE)" เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเติบโตอย่างทั่วถึง โดย กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนา "ชุมชนรอบนิคม" ให้เติบโตควบคู่กับภาคอุตสาหกรรมอย่างสมดุล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย มีจุดเด่น และมีมูลค่าเพิ่ม สามารถแข่งขันในตลาดได้ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่ง กนอ. มุ่งให้ CIE เป็นมากกว่าโครงการ แต่เป็น 'แพลตฟอร์มการพัฒนา' ที่ช่วยยกระดับชุมชนสู่การเป็นแบรนด์คุณภาพ เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และตลาด เข้ากับศักยภาพของท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ โครงการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ต้องเติบโตควบคู่กับชุมชน โดย กนอ. ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหาร (NFI) กระทรวงอุตสาหกรรม ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถพัฒนาสินค้าได้ตามมาตรฐาน และต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยให้คำแนะนำในการจัดทำแผนธุรกิจ พัฒนาสูตร และกระบวนการผลิตสินค้า พร้อมจัดทำคู่มือการผลิต และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความสวยงามถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเพิ่มมูลค่า และโอกาสทางการตลาดสู่ตลาดโมเดินเทรดต่อไปในอนาคต อันจะเป็นการยกระดับในการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ยังมุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ "CIE" ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าสู่ตลาดคุณภาพ รวมถึงขยายโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ต้องสร้างคุณค่าให้กับชุมชนและสังคมไปพร้อมกัน ซึ่ง CIE จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการเติบโตดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กนอ. เปิดรับสมัครผู้ประกอบการหรือกลุ่มธุรกิจชุมชนด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ตั้งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร รอบนิคมอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันนี้ - 17 เมษายน 2569 โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจร พร้อมโอกาสในการยกระดับผลิตภัณฑ์สู่ตลาดคุณภาพ
ข่าวต่างประเทศ
4. เงินเฟ้อ UK เดือนก.พ.ทรงตัวที่ 3% ขณะเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นแตะ 3.2% (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 26 มีนาคม 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับของเดือนมกราคม และสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยตัวเลข CPI เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นข้อมูลเงินเฟ้อชุดสุดท้าย ก่อนที่สงครามอิหร่านจะปะทุขึ้น ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมสินค้าในหมวดพลังงาน อาหาร แอลกอฮอล์ และยาสูบ อยู่ที่ระดับ 3.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้นจากระดับ 3.1% ในเดือนมกราคม ขณะที่เงินเฟ้อจากการบริการ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตลาดจับตาเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดของราคาภายในประเทศ ชะลอตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.3% ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลต่อราคาเชื้อเพลิงและค่าสาธารณูปโภคของภาคครัวเรือน และยังมีผลกระทบทางอ้อมผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ BoE ระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายกำลังเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศ ผ่านผลกระทบทางอ้อมในการกำหนดค่าจ้างและราคา ซึ่งความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นหากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันและก๊าซ ออกจากตะวันออกกลาง ยังคงถูกปิดเกือบจะทั้งหมด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งขึ้น ขณะที่สหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ รวมถึงการขาดแคลนคลังจัดเก็บก๊าซ
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)