ข่าวในประเทศ
นายธนกร วังบุญคงชนะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 30 โรงงาน CPF รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award ร่วมรับผิดชอบสังคมต่อเนื่อง (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2569)
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตร CSR-DIW และ CSRDIW Continuous ประจำปี 2568 จัดโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมดี อยู่คู่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ มีสถานประกอบการของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จำนวน 30 แห่ง รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award จากการขับเคลื่อนโครงการเพื่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม สร้างการมีส่วนร่วมด้านการ พัฒนาในพื้นที่ มุ่งเน้น "บวร" (บ้าน วัด โรงเรียน) ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ณ อาคารชาเลน เจอร์อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐาน "การเติบโตอย่างยั่งยืน" ยึดหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท การสร้างประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็น DNA ของชาวซีพีเอฟ ขณะเดียวกันยังประยุกต์ใช้หลัก CSRDIW ครอบคลุมความโปร่งใส จริยธรรม ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย และการเคารพกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และมาตรฐานสากล จนสะท้อนเป็นผลลัพธ์ผ่านโครงการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวอย่างโครงการเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการเลี้ยงไก่เพื่ออาหาร กลางวันโรงเรียนวัดโปทาราม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี, โครงการซีพีเอฟอิ่มสุขปลูกอนาคต รร.อนุบาลหนองแค จังหวัดสระบุรี และ รร.คลองบางน้ำจืด บางนากรุงเทพฯ, โครงการสร้างฝันวัยเด็กเครือข่ายน้ำข้ามทุ่ง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, โรงงานพี่สู่โรงเรียนน้อง รร.โสตศึกษา จังหวัดชลบุรี, โครงการน้ำดื่มชุมชนบ้านหนองแฝกเลื่อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน อำเภอธารเกษม จังหวัดสระบุรี, โครงการซีพีเอฟสร้างชุมชนสุขภาพดี อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา, โครงการฟิตกับฟีตท่าเรือ และ โครงการใจถึงใจสู่ผู้สูงวัย จังหวัดอยุธยา, โครงการ CPF Feed Sustain Plus เพื่อชุมชนยั่งยืน จังหวัดพิษณุโลก, โครงการป่าฮักษาเมือง จังหวัดลำพูน, CPF Feed sustain plus เพื่อชุมชนยั่งยืน จังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ประยุกต์ใช้หลัก CSR-DIW ครอบคลุมความโปร่งใส จริยธรรมความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียและการเคารพกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และมาตรฐานสากลจนสะท้อนเป็นผลลัพธ์ผ่านโครงการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นายศุภกิจ บุญศิริ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)
2. จับตาผลกระทบตะวันออกกลาง (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 30 มีนาคม 2569)
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าอยู่ที่ระดับ 97.70 หดตัว 0.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 58.21% สาเหตุที่เอ็มพีไอหดตัวมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมกลับมาหดตัว 4.82% เพราะโรงกลั่นน้ำมัน บางโรงหยุดซ่อมบำรุงชั่วคราว ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้และความสามารถการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยลดลง อีกทั้งความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กระทบบรรยากาศการค้าโลก รวมทั้งความผันผวนของต้นทุนค่าขนส่งและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยประจำเดือนมีนาคม 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยเฉพาะปัจจัยต่างประเทศและมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนสูงจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่วนปัจจัยในประเทศโดยรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวังจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงต้องเฝ้าระวังเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคอุตสาหกรรมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายช่วงเทศกาลและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัว และตลอดทั้งปีนี้ก็มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวได้หากสามารถบริหารความเสี่ยงด้านนโยบายการค้าโลกและทิศทางการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องจับตาผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลางที่กระทบต้นทุนค่าขนส่ง ทั้งนี้ แม้ยังมีความท้าทายจากความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกแต่ยังมีอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่สามารถสร้างโอกาสและต่อยอดได้ อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางและบรรจุภัณฑ์กระดาษ
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล
ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร
3. ส่งออก 'อาหาร' วูบ ปี 69 ปัจจัยลบฉุดลดลง 7.3% (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 1 เมษายน 2569)
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กร คือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร ได้รวบรวมข้อมูล พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทย 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 10.5 สาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่น ผู้บริโภคในตลาดโลกลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ขณะที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไป 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็น 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด โดยในส่วนของการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) สะท้อนบทบาท ที่เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องในฐานะ "เครื่องยนต์ใหม่" ของอุตสาหกรรมอาหาร ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าส่งออก ขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาท ในปี 2568 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.1 ต่อปี สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้น แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก สำหรับแนวโน้มไตรมาสแรกปี 2569 (มกราคม - มีนาคม) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.5 หดตัวต่อเนื่อง จากปีก่อน โดยเดือนมีนาคม 2569 จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และการ Re-export จากยูเออีไปหลายประเทศ ในตะวันออกกลางและแอฟริกา ถูกตัดขาด สำหรับสินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง และสับปะรดกระป๋อง มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง ขณะที่ ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอน ทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมปี 2569 คาดว่าส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.3 โดยหดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนทยอยปรับตัวดีขึ้นช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวเล็กน้อยช่วงปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม โดยปัจจัยลบที่กระทบส่งออกมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐ ผลกระทบ จากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%) ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะหดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8%
ข่าวต่างประเทศ
4. เศรษฐกิจจีนยังแกร่ง คาด Q1 โต 4.7% รับมือแรงกดดันจากราคาน้ำมันได้ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 3 เมษายน 2569)
นิกเกอิ (Nikkei) และนิกเกอิ ควิก นิวส์ (Nikkei Quick News) เปิดเผยว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2569 จะขยายตัว 4.7% เมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาส 4 ของปีก่อน ขณะเดียวกัน อัตราการขยายตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ปรับฤดูกาลแล้ว ซึ่งสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจระยะสั้น อยู่ที่ 1.3% ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาส 4/2568 ซึ่งข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงต้นปีสะท้อนภาพเชิงบวก โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ยอดค้าปลีกขยายตัว 2.8% และมูลค่าการส่งออกในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 21.8% ในรูปดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบทบาทสำคัญในการชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ยังคงหดตัว โดยลดลง 11% แม้ปรับดีขึ้นจากการลดลงถึง 30% ในเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ทางด้านเฉิ่น เจี้ยนกวง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ JD.com ระบุว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มต้นปีได้อย่างแข็งแกร่ง โดยการส่งออกโดดเด่นเป็นพิเศษ ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรม การบริโภคภาคบริการ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ต่างออกมาดีกว่าที่คาดไว้ อีกทั้งราคาสินค้ายังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน ซึ่งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของจีนยังคงอยู่ในโซนขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)