ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'วราวุธ' ชู ONE MIND ช่วย SME-หนุนใช้พลังงานสะอาด (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 8 เมษายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการเดินทางเข้ากระทรวงอุตสาหกรรมเป็นวันแรก เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 9.00 น. ว่า ได้เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมมาเพื่อทำความรู้จัก และหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันในเบื้องต้น โดยได้เน้นย้ำข้าราชการให้เร่งทำงานเพื่อช่วยประเทศไทยฝ่าวิกฤตต่างๆ ไปให้ได้ ซึ่งการทำงานต้องเร็วตามนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้เน้นย้ำว่า "กระทรวงนี้จะเป็นอีกกระทรวงที่ทำให้คนไทยรอดวิกฤต ดังนั้นเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์" โดยหลังจากนี้จะคุยกับทุกกรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งจะเน้นการทำ ONE MIND คือ การทำงานเป็นหนึ่ง ซึ่ง MIND คือ นโยบายที่ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการอยู่ นอกจากนี้จะมีการเน้นดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษ โดยจะไม่ตั้งหน้าตั้งตาจับผิดโรงงานหรือผู้ประกอบการแน่นอน
อย่างไรก็ตาม สำหรับแผนงานที่ทีมเตรียมไว้จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 เมษายน 2569 ซึ่งในเบื้องต้นจะสนับสนุนโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้หันมาใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ตลอดจนมีการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า และลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยจะมีออกมาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้งสินเชื่อจากกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม รวมถึงธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ซึ่งในรายละเอียดนั้นจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา
อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) หรือดีพร้อม
2. ปล่อยกู้สินเชื่อใหม่ อุ้มเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤตพลังงาน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 7 เมษายน 2569)
น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) หรือดีพร้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายในโครงสร้างต้นทุนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานโลก โดยเฉพาะปัจจัยด้านราคาและข้อจำกัดด้านการขนส่งที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าพลังงาน และได้รับแรงกระแทกจากวิกฤตนี้โดยตรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การบริหารสภาพคล่อง และมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันที่อาจลดลงในระยะยาว ซึ่งดีพร้อม ได้ประเมินว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงวิกฤตระยะสั้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงานอย่างเร่งด่วน ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการช่วยเหลือภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าว ดีพร้อม โดยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ภายใต้ชื่อ "สินเชื่อพลังงานดีพร้อม (DIPROM Energy Efficiency)" เพื่อให้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงง่าย และช่วยบรรเทาผลกระทบโดยตรงต่อภาค SMEs ไทย ทั้งนี้ ดีพร้อม วางกรอบการให้ความช่วยเหลือให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดภาระ และประคองธุรกิจในช่วงภาวะวิกฤต จึงกำหนดเงื่อนไขพิเศษสำหรับสินเชื่อพลังงานดีพร้อมฯ ด้วยการให้สิทธิ์ปลอดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วง 3 เดือนแรก เพื่อเป็นการจูงใจและช่วยผู้ประกอบการในช่วงเริ่มต้น พร้อมกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่แบบขั้นบันได เพื่อลดอุปสรรคด้านต้นทุนทางการเงิน โดยสามารถยื่นขอวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียงร้อยละ 2 ต่อปี ก่อนปรับเป็นร้อยละ 4 ต่อปีในปีที่ 2-4 และร้อยละ 6 ต่อปีในปีที่ 5-7 นอกจากนี้ ดีพร้อม มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการนำเงินทุนไปใช้วางรากฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน (Energy Efficiency: EE) อย่างเต็มรูปแบบ โดยขยายวัตถุประสงค์การกู้ยืมให้ครอบคลุมการปรับปรุงกิจการ การลงทุน ขยาย หรือต่อยอดธุรกิจในพลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทน โดยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) , โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) หรือเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากก๊าซชีวภาพชีวมวล รวมถึงการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบทำความเย็น ตลอดจนการลงทุนในเทคโนโลยีหรือระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย และระบบบำบัดและกำจัดขยะมูลฝอย
อย่างไรก็ตาม การลงทุนเหล่านี้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และยกระดับสถานประกอบการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมยั่งยืน การลงทุนถูกขับเคลื่อนควบคู่ไปกับมาตรการ eXternal Support & Ecosystem ภายใต้มาตรการ FLEXi Energy DIPROM ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับเครือข่ายการให้บริการของดีพร้อม อาทิ ศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรม (BSC) และศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) เพื่อให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้เกิดการลงทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนในระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs สามารถเพิ่มผลิตภาพ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน การผสานมาตรการทางการเงินเข้ากับการส่งเสริมเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยไปสู่โครงสร้างใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. อีซูซุทุ่มทุน 1.5 หมื่นล้าน ปรับฐานผลิตไทยสู่อุตฯ สีเขียว (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 8 เมษายน 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการของบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ยื่นขอตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ 2 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท โดยอีซูซุจะปรับปรุงสายการผลิต ด้วยการใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโครงรถ เชื่อมประกอบตัวถัง พ่นสี และประกอบรถยนต์เต็มคัน ซึ่งช่วยลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานการผลิต นอกจากนี้ อีซูซุจะลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน และจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับ Euro 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวดในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ โดยเฉพาะลดการปล่อยไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) มาตรฐานดังกล่าวจะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เช่น ยุโรป และประเทศพัฒนาแล้วอีกด้วย ทั้งนี้ อีซูซุเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตรถบรรทุกในไทยครั้งแรกปี 2506 และย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากญี่ปุ่น มาอยู่ที่ไทยตั้งแต่ปี 2545 ต่อมาได้ย้ายงานวิจัยรถปิกอัพมาอยู่ที่ไทยในปี 2553 จนทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐาน R&D รถกระบะที่สำคัญที่สุดของเครืออีซูซุในโลก ปัจจุบันมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง คือ โรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ และโรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีกำลังผลิตรถปิกอัพและรถบรรทุกใหญ่รวมกันสูงถึง 385,000 คันต่อปี จ้างงาน 6,000 คน ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ 90% สะท้อนความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างลึกซึ้ง
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย มีมูลค่าร้อยละ 10 ของ GDP อีกทั้งเป็นฐานการจ้างงานสำคัญ มีผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 บริษัท จ้างงานมากกว่า 800,000 คน ครอบคลุมทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสนับสนุนและดีลเลอร์ โดยปี 2568 ไทยผลิตรถยนต์ได้ 1.45 ล้านคัน ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 935,000 คัน สะท้อนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก ซึ่งบีโอไอเดินหน้าสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ข่าวต่างประเทศ
4. เศรษฐกิจจีนยังแกร่ง คาด Q1 โต 4.7% รับมือแรงกดดันจากราคาน้ำมันได้ (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 7 เมษายน 2569)
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือโอเปกพลัส (OPEC+) เปิดเผยว่า ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569 เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 206,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยการประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน เพื่อทบทวนสถานการณ์และแนวโน้มตลาดโลก ทั้งนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลาง ทั้ง 8 ประเทศย้ำถึงความสำคัญของการรักษาเส้นทางการเดินเรือระหว่างประเทศ เพื่อให้การส่งพลังงานเป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ สมาชิกทั้ง 8 ประเทศยังแสดงความกังวลต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่สามารถจัดหาได้ พร้อมชี้ว่า การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายให้กลับมาผลิตเต็มกำลังใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้ สำหรับการประชุมครั้งถัดไปของทั้ง 8 ประเทศจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม 569 เพื่อตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)