ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. เร่งเอสเอ็มอีช้อปสินเชื่อ 2 หมื่นล. (ที่มา: มติชน, ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอี ว่า ได้สั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เดินหน้าสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (PSA) วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 3% ต่อปี ในช่วง 3 ปีแรก ผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการยกระดับผลิตภาพ ใช้พลังงานสะอาด และก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว เพราะเอสเอ็มอีไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการรายเล็ก แต่คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หากเอสเอ็มอีแข็งแรง ประเทศก็จะแข็งแรงด้วย การช่วยให้เข้าถึงทุนควบคู่กับการพัฒนา โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว จะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ทางด้านน.ส.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว.ได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SME Sentiment Index : SMESI) ประจำเดือนเมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,797 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคและ 27 สาขาธุรกิจ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่น SME อยู่ที่ระดับ 46.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีปัจจัยสนับสนุนด้านการใช้จ่ายและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่กดดันความเชื่อมั่นมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญฉุดความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ โดยดัชนีด้านต้นทุนอยู่ที่ระดับ 33.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าถึง 3.7 จุด กระทบต่อกำไรของผู้ประกอบการอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ดัชนีด้านปริมาณการผลิตลดลง 3.1 จุด สะท้อนผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
ดร.ณัฐพล รังสิตพล
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
2. 'ดีพร้อม' ผนึก 'สสว.' เร่งฟื้นฟู-เสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทย (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2569)
กระทรวงอุตสาหกรรม ขานรับนโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ล่าสุด มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวโครงการ “ฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อร่วมกันบูรณาการกลไกช่วยเหลือ ฟื้นฟู และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้สามารถปรับตัว อยู่รอด และแข่งขันได้ท่ามกลางความท้าทายในเศรษฐกิจยุคใหม่
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาค อุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความ ท้าทายรอบด้านทั้งจากเทคโนโลยีดิจิทัล ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสีเขียว และการแข่งขันในระดับโลก รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทย ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่เพิ่มสัดส่วน GDP ภาคอุตสาหกรรมดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางการดำเนินงานภายใต้นโยบาย "ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อสร้างกลไก "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" ผ่านโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดได้อย่างตรงจุด ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูธุรกิจฯ ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งต่อผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงการให้บริการต่างๆ ของหน่วยงานกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค รวมถึงเชื่อมโยงเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่าง SME D Bank กองทุนประชารัฐ ซึ่งเป็นถุงเงินของกระทรวงอุตสาหกรรมที่พร้อมให้บริการสินเชื่อผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะสมอีกด้วย ซึ่งเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสในการแข่งขันระดับสากล
อย่างไรก็ตาม ทางด้านนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า เอสเอ็มอีถือเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทย แต่กำลังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตต้นทุนพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ดังนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) จึงมุ่งเน้นการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจาก "การวินิจฉัยองค์กร" (Business Diagnosis) ที่แม่นยำ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและจุดอ่อนที่แท้จริงของผู้ประกอบการแต่ละรายนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์และให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก (Deep Consulting) สำหรับโครงการ Rebuild SMEs นี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดย "ดีพร้อม" ได้เตรียมกลไกสนับสนุนทั้งทีมนักวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ แหล่งเงินทุน และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกและปรับโมเดลธุรกิจให้พร้อมรองรับความเสี่ยงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ใหม่ๆ พร้อมย้ำเป้าหมายโครงการฯ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs ไม่เพียงแค่ "อยู่รอด" แต่สามารถ "เติบโต" และ "สร้างมูลค่าใหม่" ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสามารถยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย จำนวน 800 กิจการ และจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 840 ล้านบาท
นายดุสิต อนันตรักษ์
รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM)
3. ปั้นอุตฯ ไทยสู่ Industry 4.0 'ดีพร้อม' มุ่งดันฮับหุ่นยนต์อาเซียน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 2 มิถุนายน 2569)
นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยมุ่งเน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับพัฒนาอุตสาหกรรมเศรษฐกิจศักยภาพ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนพร้อมทั้งผลักดันยุทธศาสตร์ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว ในส่วนของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นผู้นำในการผลิตและใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอาเซียน ผ่านการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านบูรณาการระบบอัตโนมัติ จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีจากภาคการศึกษาไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และยกระดับสู่การผลิตหุ่นยนต์ประเภทอื่นๆ ที่ซับซ้อนในอนาคต นอกจากนี้ ยังนำระบบ IoT, AI และ Big Data มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อยกระดับสู่ Industry 4.0 และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโรงงานไทยจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ดีพร้อม มีแนวทางการยกระดับศักยภาพบุคลากรและผู้ประกอบการไทยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยมุ่งพัฒนาทักษะแรงงานและอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น ส่งวิศวกรไทยไปฝึกงานในโรงงานจีน หรือส่งผู้เชี่ยวชาญจากจีนมาถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับผู้ผลิตต้นน้ำในประเทศ พร้อมสนับสนุน เครื่องมือและเทคโนโลยี รวมถึงผลักดันการ ตั้งศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย-จีน ในรูปแบบ Joint Lab ในพื้นที่ EEC เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนผสานความร่วมมือกับศูนย์ทดสอบ ภายในประเทศในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI และ Digital รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ข่าวต่างประเทศ
4. OECD หั่นคาดการณ์ ศก.โลกปี 69 โตเหลือ 2.8% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2569)
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดตัวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจรายไตรมาส โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่คาดว่าจะโต 2.9% เหลือโต 2.8% ในปี 2569 ซึ่งตัวเลขนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การส่งออกน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียจะกลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งได้กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไปแล้ว และอาจซ้ำเติมให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงดันให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจน่าจะคงอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง แม้ความขัดแย้งยุติลงในวันหนึ่ง นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่กว่าหรือผลกระทบยืดเยื้อนั้น OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงจนโตเพียง 1.8% ในปี 2570 ขณะที่ในสถานการณ์ที่ผลกระทบจำกัดเวลา เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงจนโตเพียง 2.1% โดยหลายประเทศมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และการลดลงของการใช้จ่ายด้านการลงทุน ซึ่งรวมถึงในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) น่าจะส่งผลให้คนว่างงานเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนราคาปุ๋ยและสินค้าสำคัญอื่น ๆ ที่ได้จากการผลิตไฮโดรคาร์บอนในอ่าวเปอร์เซีย จะส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและอาหารในระดับสูง
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)