ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

1. จี้เอสเอ็มอีรับมือ ศก. ดิจิทัล (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 11 มิถุนายน 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เดินหน้าจัดโครงการ ติ๊กต็อก ไลฟ์ คอมเมิร์ซ 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเร่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ผ่านแพลตฟอร์มไลฟ์คอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากปีที่ผ่านมาได้สร้างยอดขาย 302 ล้านบาท ผลักดันผู้ประกอบการเข้าสู่ติ๊กต็อก ช็อป กว่า 2,200 ร้านค้าเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 789 ล้านบาท และเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าสู่แหล่งทุนกว่า 487 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการไลฟ์ขายสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ไลฟ์ คอมเมิร์ซ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง สร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ และลดต้นทุนด้านการตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเข้าสู่ช่องทางการค้าออนไลน์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐจึงต้องเข้ามาช่วยสร้างโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงเครื่องมือทางการตลาดสมัยใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับงานติ๊กต็อก ไลฟ์ คอมเมิร์ซ เอกซ์โป 2026 จัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องติ๊กต็อกของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังร่วม 20 ราย จะร่วมไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาดออนไลน์ จะได้รับการอบรมจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศ ไทย (ธพว.) และติ๊กต็อกช็อป โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

นายพรยศ กลั่นกรอง

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)

 

2. กรอ.ปูพรมตรวจ 3 โรงงานสระบุรี เก็บตัวอย่าง 29 จุด เร่งหาต้นตอน้ำเสียสีดำห้วยตะเข้ (ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา, ประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2569)

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบกรณีพบปัญหาน้ำในพื้นที่ห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี มีสีดำและส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้บูรณาการร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่ตั้งอยู่เหนือน้ำตามแนวการไหลของน้ำสู่ห้วยตะเข้ จำนวน 3 แห่ง ซึ่งจากการตรวจสอบครอบคลุมแหล่งกำเนิดน้ำเสียภายในโรงงาน ระบบบำบัดน้ำเสียจุดระบายน้ำออกนอกโรงงาน รวมถึงการเก็บตัวอย่างน้ำใต้ดินและตะกอนดิน เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด มลพิษ โดยโรงงานแห่งแรกพบประเด็นที่ต้องติดตามเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบและระบบระบายน้ำภายในพื้นที่ พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำ น้ำใต้ดิน และตะกอนดินรวม 17 จุด ส่วนโรงงานแห่งที่ 2 พบการติดตั้งเครื่องจักรเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงพบการขยายพื้นที่ประกอบกิจการและการจัดการวัสดุที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม จึงได้เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินรวม 5 จุด เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่โรงงานแห่งที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายน้ำ เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อน้ำฝนและน้ำใต้ดินรวม 7 จุด เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบ ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เก็บตัวอย่างจากทั้ง 3 โรงงานรวม 29 จุด เพื่อนำส่งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์หาสารปนเปื้อน โลหะหนัก และตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนนำผลมาประกอบการสืบหาต้นตอของมลพิษ และเชื่อมโยงกับผลการตรวจคุณภาพน้ำในพื้นที่คลองเกด คลองหนองน้ำเขียว และห้วยตะเข้

อย่างไรก็ตาม หลังได้รับผลการตรวจวิเคราะห์ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะประเมินความเชื่อมโยงของแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างรอบด้าน หากพบว่าโรงงานใดมีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือฝ่าฝืนกฎหมายและเงื่อนไขการอนุญาต จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมสั่งแก้ไข ปรับปรุง หรือระงับกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบโดยทันที ทั้งนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส รอบด้าน และยึดหลักฐานทางวิชาการเป็นสำคัญ เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาน้ำเสียในพื้นที่ห้วยตะเข้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ว่า ผู้ก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

 

นายจุฬา สุขมานพ

เลขาธิการคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO

 

3. หวังดึง "เงินลงทุน-นักท่องเที่ยว" มาไทย (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 10 มิถุนายน 2569)

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า ได้ร่วมคณะของนายอนุทินชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยมีวาระสำคัญ คือ การหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) และกลุ่มนักลงทุนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ณ กรุงฮานอย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและประเด็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจจากอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร ค้าปลีกพลังงาน และภาคการผลิตโดยอีอีซีจะนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาปรับใช้ในการพัฒนานโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ตอบโจทย์ภาคเอกชนและรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งการหารือครั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ความร่วมมือภายใต้แนวคิดเติบโตไปด้วยกัน (Growing Together) ทั้งสองประเทศต่างเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยมองว่าเวียดนามมีความแข็งแกร่งในฐานะฐานการผลิต ขณะที่พื้นที่อีอีซีของไทยมีความพร้อมสูงสุดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือ สนามบินและระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมัยใหม่หากสามารถผสานจุดแข็งและเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างกันได้ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับอาเซียนได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) 2 ฉบับ ได้แก่ ความร่วมมือในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ระหว่างกลุ่มอมตะและบริษัท FPT Corporation และความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างกลุ่มบริษัทซีพี และบริษัท FPT Corporation

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการผนึกกำลังด้านการท่องเที่ยวไทยและเวียดนาม ซึ่งต่างก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการท่องเที่ยวในภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องตรงกันถึงแนวทางการส่งเสริมการตลาดร่วมกันผ่านการยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงหลายประเทศเพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล รวมถึงกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีกำลังซื้อโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน อินเดีย และอาเซียนด้วยกันเอง

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอดส่งออกรถยนต์จีน 5 เดือนแรก พุ่ง 63% แตะ 4.06 ล้านคัน รถ EV นำทัพ อานิสงส์น้ำมันแพง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569)

สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์จีนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ทะยานขึ้น 63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 4.06 ล้านคัน โดยเป็นยอดส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) จำนวน 1.83 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 45% ของยอดส่งออกรถยนต์ทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในอิหร่าน ดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กันมากขึ้นโดยรายงานระบุว่า ยอดส่งออกรถยนต์ของจีนยังคงเติบโต    อย่างแข็งแกร่งในเดือนพฤษภาคม 2569 ด้วยจำนวนการส่งออกอยู่ที่ 930,000 คัน พุ่งสูงขึ้นถึง 68.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ ยอดส่งออกเดือนพฤษภาคม ยังคงรักษาตัวเลขที่เหนือระดับ 900,000 คัน เป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยในจำนวนนี้ ยอดส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยแตะระดับ 446,000 คัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 110% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จาก CAAM ระบุว่า จีนเป็นประเทศที่มีห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ที่ครบวงจรที่สุดในโลก ตั้งแต่การแปรรูปแร่ลิเธียม การผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ และการประกอบตัวรถในขั้นตอนสุดท้าย ส่งผลให้จีนมีศักยภาพการผลิตเหลือพอ ต้นทุนที่แข่งขันได้ และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดี

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)