ข่าวประจำวันที่ 23 เม.ย. 2564

ข่าวในประเทศ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

1. ขุนคลังห่วงคนไทยออมน้อย ต้องทำงานเพิ่มหลังเกษียณ (ที่มา: เดลินิวส์ , ประจำวันที่ 23 เมษายน 2564)

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อฟื้นฟูการเงินภาคครัวเรือนว่า สถานการณ์ด้านการเงินของคนไทยโดยรวมมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 4 ประเด็น เรื่องแรกปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาสสามปีที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86.6% ต่อ GDP จาก 78.9% เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานะทางการเงินของคนไทยเมื่อต้องเผชิญภาวะวิกฤติ นอกจากนี้ ผลการสำรวจการออมภาคครัวเรือนไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า 5.8 ล้านครัวเรือนไทย หรือ 27.1% ของครัวเรือนทั้งประเทศ ไม่มีเงินออม และครัวเรือนที่มีการออมเงินมี 15.7 ล้านครัวเรือน หรือ 72.9% เท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงวิธีการออมคนไทยพบว่า 38.9% มีพฤติกรรมใช้ก่อนออม คนไทย 38.5% ออมไม่แน่นอน และที่เหลือ 22.6% คนไทยที่มีพฤติกรรมออมก่อนใช้ ขณะเดียวกันในการสำรวจทักษะทางการเงินของไทยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งเป็นการสำรวจตามแนวทางของโครงการตามความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ในองค์ประกอบ 3 ด้านคือ องค์ประกอบด้านการเงิน พฤติกรรมการเงิน และทัศนคติทางการเงิน พบว่า คะแนนด้านความรู้ทางด้านการเงินของคนไทยต่ำมากกว่าด้านอื่น และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่ทำการสำรวจ

อย่างไรก็ตาม นายอาคม กล่าวว่า ที่สำคัญประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอย่างสมบูรณ์ โดยคาดว่าในปี 66 สัดส่วนผู้สูงอายุ หรือ ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด แต่กับพบว่าคนไทยมีการออมไม่เพียงพอใช้ในวัยเกษียณ โดยข้อมูลของการสำรวจประชากรสูงอายุของประเทศไทย พบว่า ในช่วงหลังเกษียณผู้สูงอายุ 34.7% ยังต้องพึ่งพารายได้จากบุตรหลาน ขณะที่ 31% ยังต้องทำงานเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และมีเพียง 2.3% ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้จากเงินออม สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อย อาจมีความเสี่ยงให้ต้องเผชิญเกษียณทุกข์ได้ในอนาคต

 

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม
อธิบดีกรมการค้าภายใน

 

2. พาณิชย์ติดเบรก สั่งพ่อค้าตรึงราคาปุ๋ยเคมีทั่วประเทศ (ที่มา: เดลินิวส์ , ประจำวันที่ 23 เมษายน 2564)

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประชุมร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อแก้ไขปัญหาปุ๋ยราคาแพงก่อนเริ่มฤดูกาลผลิต โดยมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้ ขอความร่วมมือให้ผู้จำหน่ายปุ๋ยทั่วประเทศตรึงราคาออกไประยะหนึ่ง และให้เข้มงวดการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายและตรวจสอบสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ สนับสนุนให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยเงินสดแทนการซื้อเชื่อที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้ราคาปุ๋ยที่ซื้อสดถูกกว่าราคาที่จะซื้อเงินเชื่อ รวมถึงจัดหาปุ๋ยราคาถูกให้เกษตรกรรายย่อย โดยให้กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพผลิตปุ๋ยผสมในรูปปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับปุ๋ยเคมี ซึ่งรัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าบริหารจัดการ ค่าขนส่ง ค่าบรรจุ ให้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการปรับตัวของราคาปุ๋ยจะลดความรุนแรงลง เนื่องจากปัจจุบันประเทศอินเดียได้มีการรับมอบปุ๋ยจากการประมูลเรียบร้อยแล้ว และประเทศจีนมีการสต๊อกไว้เพียงพอ จึงขอให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยเท่าที่จำเป็นก่อน ซึ่งกรมการค้าภายในจะได้มีการติดตามราคาจำหน่ายอย่างใกล้ชิด ให้สอดคล้องกับต้นทุนการนำเข้าแม่ปุ๋ย ทั้งนี้ หากพบว่ามีการกักตุนหรือจำหน่ายสินค้าในราคาแพงเกินสมควร จะมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  และกรณีที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายจะมีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 10,000 บาท สามารถแจ้งหรือร้องเรียนสายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด

 

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
กระทรวงพาณิชย์

 

3. พาณิชย์จับมือแม็คโครจัดชุดสินค้าราคาถูก แจกร้านโชห่วยในเครือข่ายกองทุนหมู่บ้าน (ที่มา: ข่าวสด , ประจำวันที่ 23 เมษายน 2564)

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมร่วมมือกับร้านค้าส่งขนาดใหญ่ คือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จัดชุดสินค้าประกอบด้วยรายการสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นสินค้าขายดีในร้านโชวห่วยและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค จำนวน 11 รายการ และรายการสินค้าเพิ่มเติมจากแม็คโครอีก 12 รายการ รวม 23 รายการ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน น้ำตาลทราย และของใช้ประจำวันที่จำเป็น รวมมูลค่า 3,589 บาท เพื่อแจกให้กับร้านโชห่วยที่อยู่ในเครือข่ายของของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จำนวน 3,500 ร้านค้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ กำหนดเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2564 ณ แม็คโคร ซึ่งมีสาขาครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 92 สาขา แต่ถ้ามีร้านโชห่วยมารับชุดสินค้าไม่ครบเป้าหมาย 3,500 ร้านค้า จะมีการจัดหารายชื่อร้านค้าเพิ่มเติมและเปิดให้รับชุดสินค้าอีกครั้งในเดือนกรกฏาคม 2564

อย่างไรก็ดี สำหรับแผนการพัฒนาโชห่วยเป็นสมาร์ตโชห่วย ที่กรมจะเข้าไปช่วยปรับภาพลักษณ์ร้านค้า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการร้านค้า การให้ความรู้ด้านบัญชี ภาษี การส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษจากผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย รวมถึงการเพิ่มรายได้ให้แก่ร้านค้า เช่น ตู้น้ำดื่ม ตู้เติมเงิน และบริการจัดส่งสินค้า ครอบคลุม 4 ภาค เป้าหมาย 3,500 ราย และการส่งเสริมและผลักดันการใช้งานระบบ POS ให้กับร้านค้าโชวห่วยที่มีศักยภาพจำนวน 500 ร้านค้าทั่วประเทศ จะต้องพิจารณาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบด้วย โดยอาจจะชะลอการจัดโครงการและลงพื้นที่ออกไปก่อน เพราะหลายจังหวัดมีการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากนอกพื้นที่ ทำให้ไม่สะดวกในการจัดกิจกรรม ทั้งนี้ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่งค้าปลีกโชห่วยขนาดกลาง จำนวน 18,735 ร้านค้า และโชห่วยขนาดเล็กประมาณ 400,000 ร้านค้า

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. บิทคอยน์ร่วงกว่า 4% เคลื่อนไหวที่ 51,706 ดอลล์ (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ , ประจำวันที่ 23 เมษายน 2564)

เมื่อวานนี้ นายเฮลจ์ เบอร์เกอร์ หัวหน้าฝ่ายกิจการประเทศจีนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า สกุลเงินดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะช่วยให้ขอบข่ายการบริการด้านการเงินครอบคลุมมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เตือนว่า มีความเสี่ยงที่จะต้องจับตาด้วย “สกุลเงินดิจิทัลช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถือเงินสดและการโยกย้ายเงินสด และเรามองเห็นประโยชน์ในการใช้สกุลเงินดิจิทัลในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอยเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านการคลังในจีนใช้ระบบอิเล็กทรอนิกเพื่อพุ่งเป้าสนับสนุนด้านการคลังให้กับกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะ” นายเบอร์เกอร์กล่าว

อย่างไรก็ดี นายเบอร์เกอร์เตือนว่า “สกุลเงินดิจิทัลก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เมื่อคุณเปลี่ยนจากการใช้สกุลเงินในรูปธนบัตรไปยังสกุลเงินอิเล็กทรอนิก นั่นหมายความว่าคุณต้องมีกรอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย คอมพิวเตอร์ และกฎระเบียบด้านความปลอดภัย เราจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้สิ่งเหล่านี้อย่างปลอดภัย” นอกจากนี้ นายเบอร์เกอร์กล่าวว่า “ความเสี่ยงที่สกุลเงินดิจิทัลจะมีผลกระทบต่อระบบการเงินระหว่างประเทศก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย หากสกุลเงินดิจิทัลทำให้การใช้เงินของประเทศหนึ่งมีความง่ายมากขึ้นในอีกประเทศหนึ่ง การจัดการเรื่องเงินที่จะใช้ทดแทนก็จะมีความซับซ้อน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถของธนาคารกลางในการควบคุมปริมาณเงินหมุนเวียน รวมทั้งสินเชื่อและเงินเฟ้อภายในประเทศด้วย” ทั้งนี้ นายเบอร์เกอร์กล่าวทิ้งท้ายว่า ดูเหมือนว่าธนาคารกลางหลายแห่งกำลังทดสอบหรืออย่างน้อยก็กำลังพิจารณาเรื่องจากออกสกุลเงินดิจิทัลในเวอร์ชั่นของประเทศตนเอง ซึ่งจีนก็เป็นหนึ่งในประเทศรายใหญ่แห่งแรกๆ ที่พยายามผลักดันให้มีการทดสอบการใช้สกุลเงินดิจิทัล

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)