ข่าวประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2566

ข่าวในประเทศ

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

 

1. ไทยส่งออกสินค้าอาหาร ไปตลาดคู่ค้า FTA 8 เดือน ปี 2566 พุ่ง 12% (ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, ประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2566)

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์การส่งออกของไทยในปี 2566 พบว่า สินค้ากลุ่มอาหารเป็นสินค้าที่น่าจับตามอง เนื่องจากการส่งออกเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยในช่วง 8 เดือน (มกราคม - สิงหาคม 2566) ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารไปตลาดโลก มีมูลค่า 24,161 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเป็นการส่งออกไปกลุ่มประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย มูลค่า 16,805 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 70% ของการส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มูลค่า 5,314 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23% น้ำตาลทราย มูลค่า 2,563 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 14% สินค้าปศุสัตว์ มูลค่า 2,195 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 6% ข้าว มูลค่า 1,011 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 69% และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มูลค่า 909 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 1% ทั้งนี้ FTA  ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและกำแพงภาษีให้กับสินค้าส่งออกของไทย โดยปัจจุบันคู่ค้า FTA ได้ลดและยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้ากลุ่มอาหารส่วนใหญ่ให้ไทยแล้ว สอดคล้องกับสถิติการขอใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ในการส่งออกสินค้าอาหารสูงเป็นอันดับต้น เช่น ผลไม้เมืองร้อน อาทิ ทุเรียน มะม่วง และมังคุด ส่งออกไปจีน อาเซียน และเกาหลีใต้ น้ำตาลทราย ส่งออกไปอาเซียน จีน และเกาหลีใต้ ไก่สดและแปรรูป ส่งออกไปญี่ปุ่นและจีน และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ส่งออกไปญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน และชิลี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าที่ไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกเบอร์ต้นของโลก อาทิ ข้าว ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน ไก่แปรรูป ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 2 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป น้ำตาลทราย ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 3 ของโลก รองจากบราซิล และอินเดีย ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 5 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา และชิลี และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ส่งออกอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ กรมได้เร่งเดินหน้าเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ สหภาพยุโรป (EU) สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) แคนาดา ศรีลังกา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รวมทั้งมีแผนเปิดเจรจากับคู่ค้าใหม่ๆ อาทิ กลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR) และกลุ่มประเทศแอฟริกา เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกสินค้าไปตลาดต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มที่

 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

2ผวาศึกกระทบศก. ส.อ.ท.เตือนเตรียมแผนรับมือ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2566)

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะใน 3 สมรภูมิหลักสำคัญตั้งแต่การเกิดขึ้นของการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน และล่าสุดกรณีการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส และยังรวมถึงบริเวณทะเลจีนใต้ที่เริ่มมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าว หากบานปลายย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมจึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องวางแผนรับมือเอาไว้ ทั้งนี้ ผลกระทบการสู้รบรัสเซีย-ยูเครนจะเห็นได้ชัดเจนในด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และวัตถุดิบต่างๆ โดยเฉพาะปุ๋ย ฯลฯ ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยกระทบ ขณะที่การสู้รบในอิสราเอลหากจำกัดพื้นที่จะกระทบราคาน้ำมันให้ผันผวนระดับสูงระยะสั้นเท่านั้นแต่ในส่วนอื่นๆ จะกระทบไม่มาก แต่หากสถานการณ์บานปลายมีหลายชาติพันธมิตรเข้าร่วมในการทำสงครามก็อาจจะส่งผลให้สงครามยืดเยื้อและมีผลกระทบมากขึ้นเนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของโลกจะส่งผลราคาน้ำมันอาจเห็นระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลขึ้นไปได้เช่นกัน ส่วนสถานการณ์ในทะเลจีนใต้นั้นหากเกิดขึ้นจะกระทบไทยมากที่สุดเนื่องจากในบริเวณดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับเส้นทางขนส่ง (โลจิสติกส์)ทั้งด้านพลังงาน สินค้าต่างๆเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญ ที่จะกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต (ซัพพลายเชน) ของอุตสาหกรรมต่างๆ จะสะดุดลงซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างสูงหากเกิดขึ้น จึงได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ในภูมิภาคนี้จะไม่ซ้ำรอยเช่นภูมิภาคอื่น

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ระยะสั้นคงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นซึ่งภาครัฐก็ได้เข้ามาดูแลส่วนของดีเซลและค่าไฟฟ้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าลืมว่าหากบานปลายไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซฯจะกระทบหนัก ขณะที่มาตรการดูแลพลังงานโดยเฉพาะดีเซลจะสิ้นสุดใน 31 ธันวาคม 2566 นี้ แล้วหากสถานการณ์ยืดเยื้อในปี 2567 จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมมาตรการต่างๆ ไว้ดูแลเศรษฐกิจ

 

นายภุชพงค์ โนดไธสง

เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)

 

3. สดช.หนุนใช้เทคโนโลยี 5G ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคมด้วยดิจิทัล (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2566)

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เปิดเผยว่า สดช.ได้ดำเนินโครงการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ซึ่งได้ทำการศึกษายุทธศาสตร์ชาติ นโยบายและแผนระดับชาติ แผนงาน มาตรการ โครงการ และแนวปฏิบัติที่ดีของต่างประเทศ รวมถึงข้อมูลด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบ และรูปแบบแนวทางในการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปัจจุบัน สดช.ได้จัดทำ (ร่าง) มาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G และเอกสารคู่มือที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย มาตรการ 3 กลุ่ม ได้แก่ มาตรการสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และมาตรการการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุน เพื่อกระตุ้นการขับเคลื่อนและผลักดันภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสู่การปฏิบัติจริงที่จะก่อให้เกิดการลงทุนและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างระบบนิเวศด้านการลงทุนให้พร้อมต่อการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยต่อไป ซึ่ง สดช.ยังมีภารกิจสำคัญในการกำหนดทิศทางและวางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งเป็นแกนกลางในการส่งเสริม ประสาน และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มศักยภาพในทุกระดับและทุกมิติของภาคเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยที่ผ่านมาทาง สดช.ได้ดำเนินการในการจัดทำแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ระยะที่ 1 ที่ได้สิ้นสุดไปในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สดช.อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าว ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการพัฒนาโครงข่าย 5G ประสิทธิภาพสูง, ยุทธศาสตร์ที่ 2 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านเทคโนโลยี 5G, ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยี 5G และยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาระบบนิเวศให้พร้อมต่อการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G สำหรับการจัดทำมาตรการส่งเสริมการลงทุนและการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องและสนับสนุนยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ ของแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย รวมถึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2561 - 2580 ฉบับทบทวน โดยมีตัวชี้วัดในภาพรวม จำนวน 3 ตัวชี้วัดได้แก่ มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Digital Contribution to GDP) ปี พ.ศ. 2570 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30, ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศใน World Digital Competitiveness Ranking ปี พ.ศ. 2570 อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก หรืออยู่ใน 3 อันดับแรกของอาเซียน และสถานภาพการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy : DL) ของประชาชนคนไทยมากกว่า 80 คะแนน ในปี พ.ศ. 2570

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. แบงก์ชาติจีนคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% อัดฉีดเงินพยุงศก. $3.96 หมื่นล้าน (ที่มา: ข่าวหุ้น, ประจำวันที่ 16 ตุลาคม 2566)

ธนาคารกลางจีน (PBOC) เปิดเผยว่า ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) ระยะ 1 ปีซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของจีน ที่ระดับ 2.50% ในวันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบจำนวน 2.89 แสนล้านหยวน (3.96 หมื่นล้านดอลลาร์) ในวันนี้ โดยดำเนินการผ่านทางโครงการ MLF และกำหนดอัตราดอกเบี้ย ไว้เท่าเดิมที่ระดับ 2.5% ซึ่งอัตราดอกเบี้ย MLF เป็นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องจ่ายเมื่อมีการกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางจีน โดยมีระยะเวลาการกู้ยืม 6 เดือน-1 ปี เพื่อเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้กับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในวันนี้ ถือเป็นจำนวนเงินมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและสนับสนุนการขายตราสารหนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับการแถลงอัตราดอกเบี้ย MLF ในวันนี้ มีขึ้นก่อนที่ธนาคารกลางจีนจะประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีและ 5 ปีในวันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2566 นี้ โดยอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีของจีนเป็นดัชนีวัดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของภาคเอกชน ส่วนอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปี เป็นดัชนีวัดทิศทางอัตราดอกเบี้ยของภาคครัวเรือน ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยเพื่อการกู้จำนอง

 

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)