ข่าวประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2567

ข่าวในประเทศ

A person sitting at a desk with a microphone

Description automatically generated

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์

1. "พาณิชย์" แนะผู้ประกอบการไทยใช้ช่องทางออนไลน์ขายสินค้าเจาะตลาดสิงคโปร์ (ที่มา: โพสต์ทูเดย์, ประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2567)

 

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจลู่ทางและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ตามนโยบายนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และให้รายงานผลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานจากนางสาวณฐมา คูณผล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์ ถึงเทรนด์ อีคอมเมิร์ซตลาดสิงคโปร์ และโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะศึกษาและนำมาปรับใช้ในการทำธุรกิจ และขยายตลาดสินค้าไทยในสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังพบว่า ในปี 2567 ร้านค้าปลีกออนไลน์สิงคโปร์ต่างปรับตัวและเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ โดยบริษัทอีคอมเมิร์ซที่มีชื่อเสียงในสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับ Mobile-First หรือการออกแบบเว็บไซต์เพื่อรองรับการแสดงผลในมือถือก่อนเป็นอันดับแรกแทนที่จะออกแบบสำหรับการแสดงผลบนคอมพิวเตอร์ และยังมีธุรกิจสตาร์ตอัปยูนิคอร์นในอาเซียนหลายรายที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของสิงคโปร์ เช่น Grab , Carousell , Lazada , Ninja Van และ Shopee ซึ่งแต่ละรายมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ สำหรับผลสำรวจการซื้อสินค้าออนไลน์ ที่จัดทำโดย Rakuten Insight ชี้ให้เห็นว่า 52% ของชาวสิงคโปร์ที่ตอบแบบสอบถามการซื้ออาหารและของชำออนไลน์ในช่วง3 เดือนที่ผ่านมา และ 50% ซื้อสินค้าแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับ โดยคนส่วนใหญ่นิยมความสะดวกสบายจากการซื้อของออนไลน์มากกว่าการไปซื้อสินค้าที่หน้าร้านเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าร้านค้าจะมีทางเลือกในการชำระเงินแบบไร้เงินสด เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต แต่ผู้ซื้อก็เลือกซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากสามารถเลือกสถานที่ เวลาจัดส่งได้ และลดการใช้เงินสด รวมทั้งยังมีแนวโน้มการซื้อออนไลน์ผ่านมือถือเพิ่มมากขึ้น โดยมีข้อมูลจาก Statista ระบุว่า มูลค่าการซื้อของออนไลน์ผ่านมือถือจะมากกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2567

อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตของเทคโนโลยีในการค้าออนไลน์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเพิ่มขึ้นหลากหลายรูปแบบ การซื้อของออนไลน์แพร่หลายไปสู่ผู้คนแทบทุกกลุ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการในตลาดอีคอมเมิร์ซควรศึกษาแนวโน้มตลาด และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือต่างๆอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจในขณะเดียวกันผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลแนวโน้มตลาดอีคอมเมิร์ซในสิงคโปร์ไปพัฒนากลยุทธ์ ช่องทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์สินค้าให้ได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายชาวสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจอีคอมเมิร์ซในตลาดสิงคโปร์ได้ต่อไป

 

A person sitting in a chair with a tablet

Description automatically generated

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

 

2"สนค." เปิดผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนรอบใหม่ แนะเร่งปรับตัว (ที่มา: สยามรัฐ, ประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2567)

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีกับสินค้าจีน มีจำนวน 14 รายการ ได้แก่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ โซลาร์เซลล์ และกระบอกฉีดยาและเข็มฉีดยา และส่วนประกอบของแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับรถยนต์ EV และรถยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์ EV กราไฟต์ธรรมชาติ แร่ธาตุสำคัญ แม่เหล็กถาวร เครนขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์หน้าท่า เหล็กและอะลูมิเนียม หน้ากาก และถุงมือยางชนิดที่ใช้ทางการแพทย์ โดยในปี 2566 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าในรายการข้างต้นรวมมูลค่าทั้งหมด 168.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้าจากจีนมูลค่า 18.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 11.2% ขณะที่นำเข้าจากไทยมูลค่า 7.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 4.3% สำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยที่มีมูลค่าการนำเข้าสูง มี 4 รายการสินค้า ได้แก่ โซลาร์เซลล์ เซมิคอนดักเตอร์ เหล็กและอะลูมิเนียม และถุงมือยาง คาดเซมิคอนดักเตอร์ เหล็กและอะลูมิเนียม และถุงมือยางไทยได้ประโยชน์ โดย สนค. คาดว่าสงครามการค้ารอบใหม่ จะยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจการค้าโลกในภาพรวม อีกทั้งจะต้องติดตามการดำเนินการของจีนที่อาจตอบโต้สหรัฐฯ ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบที่รุนแรงนักเมื่อเทียบกับสงครามการค้าที่เกิดขึ้นในปี 2561 ที่ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและมูลค่าการค้าโลกหดตัวอย่างชัดเจนในปี 2562 (GDP ไทย ปี 2562 ชะลอตัวเหลือ 2.1% จาก 4.2% ทั้งในปี 2560 และปี 2561 และการส่งออกไทยปี 2562 หดตัว 2.6% จากขยายตัว 9.9% และ 6.9% ในปี 2560-2561) ทั้งนี้ สินค้าที่ไทยอาจได้อานิสงส์ในการส่งออกทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ เหล็กและอะลูมิเนียม และถุงมือยาง นอกจากนี้ คาดว่าไม่น่าจะมีผลต่อรถยนต์ไฟฟ้าของไทย เพราะกลุ่มลูกค้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอยู่ในอาเซียนและโอเชียเนีย ขณะที่ยังต้องติดตามมาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือสินค้าที่สหรัฐฯ จับตา อย่างเช่น โซลาร์เซลล์ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ จะเฝ้าระวังการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นและกำลังการผลิตส่วนเกินจากประเทศในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม สนค. แนะแนวทางรับมือและช่วงชิงโอกาสจากสงครามการค้า โดย (1) ช่วงชิงโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง โดยเร่งขยายการค้าและการส่งออก (2) รับมือกับผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น โดยติดตามสถานการณ์แนวโน้มทางการค้าของประเทศคู่ค้าที่อาจส่งผลต่อการค้าไทย (3) ปรับตัวตามทิศทางแนวโน้มโลก โดยการปรับตัวให้สอดรับกับการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทาน และ (4) ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาแรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป้าหมาย

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

3. ดัชนี CCI ร่วง 3 เดือนติดต่อกัน ชี้การเมืองป่วนซ้ำเติมปัจจัยเสี่ยงเดิม (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2567)

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2567 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 62.1 เป็น 60.5 ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 เป็นต้นมา และต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมากังวลว่าการเมืองไทยเริ่มขาดเสถียรภาพหลังจากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ 40 สว. เกี่ยวกับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี และกังวลเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงและฟื้นตัวช้า ประกอบกับราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน และผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อบานปลาย อาจเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันของการฟื้นตัวล่าช้าของเศรษฐกิจไทย และดัชนีความเชื่อมั่น เกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 54.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวมอยู่ที่ 57.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 69.8 ซึ่ง ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 10 เดือน ทุกรายการ เมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนเมษายน ที่อยู่ในระดับ 56.0 58.9 และ 71.5 ตามลำดับ โดยการที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการ หางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทย โดยมีแนวทางการ ดูแลค่าแรงของประชาชนให้เหมาะสมกับค่าครองชีพ และไม่ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานในภาคธุรกิจขนานเล็ก มาตรการกำกับจัดสรรแก้ไขปัญหาน้ำที่เกิดจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และส่งผลกระทบ ต่อการใช้น้ำในภาคเกษตร-อุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางการสนับสนุนให้มีการลงทุนภายในประเทศกับนักลงทุนชาวต่างชาติเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวขึ้น มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วง Low Season เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่คึกคักขึ้น การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับ ที่เหมาะสมต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

 

ข่าวต่างประเทศ

4. อัตราเงินเฟ้ออาร์เจนตินาลด 5 เดือนติดในเดือนพ.ค. ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 65 (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2567)

ข้อมูลจากทางการอาร์เจนตินา เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อของอาร์เจนตินาในเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลงแตะระดับ 4.2% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2565 และลดลงเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน ด้วยอานิสงส์จากมาตรการรัดเข็มขัดของประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลย์ ผู้นำอาร์เจนตินา ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.9% และลดลงจากจุดสูงสุดที่กว่า 25% ในเดือนธันวาคม 2566 เมื่อเทียบรายปี อัตราเงินเฟ้อยังชะลอตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว โดยลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนเมษายน ลงมาอยู่ที่ 276.4%

อย่างไรก็ตาม อาร์เจนตินายังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลก โดยชาวอาร์เจนตินาจำนวนมากยังรู้สึกว่าตนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง เนื่องจากราคาอาหาร ค่าสาธารณูปโภค และค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เงินเดือนขั้นต่ำของอาร์เจนตินาที่ 234,315 เปโซ (260 ดอลลาร์) ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งข้อมูลเงินเฟ้อดังกล่าวบ่งชี้ว่า ธนาคารกลางอาร์เจนตินาอาจเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจาก 133% ในเดือนธันวาคม สู่ระดับ 40%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)