ข่าวในประเทศ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1.อุตสาหกรรม ดึง สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยหนุน (ที่มา: เว็บไซต์แนวหน้า, ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568)
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้การต้อนรับนายชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และคณะฯ ในโอกาสเข้าพบเพื่อรายงานความก้าวหน้าความร่วมมือด้านการลดก๊าซเรือนกระจกร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยการหารือครั้งนี้ครอบคลุมแนวทางสำคัญ ได้แก่ โครงการ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ การจัดการวัสดุไม่ใช้แล้ว (Waste) ด้วยกระบวนการเผาร่วมในเตาเผาปูนซีเมนต์ ภายใต้แนวคิดการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Concept) และการยกระดับการทำเหมืองแร่ของสมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย สู่เหมืองแร่ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart and Green Mining) เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ยังได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการใช้พื้นที่ขุมเหมืองเก่าเป็นแหล่งน้ำสำรองและสร้างศูนย์การเรียนรู้สำหรับชุมชน เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโบชน์ต่อประชาชนรอบพื้นที่เหมืองแร่ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมให้การสนับสนุน และพร้อมร่วมมือกับสมาคมฯ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ดี นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราเดินหน้าสนับสนุนนโยบาย BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ควบคู่กับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยตามข้อตกลงปารีส โดยเราจะผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวไปสู่การผลิตที่สะอาด ผ่านมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรการทางภาษี เพื่อจูงใจผู้ประกอบการให้ลดการปล่อยคาร์บอนที่เป็นสาเหตุของโลกร้อน และใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น นอกจากนี้ สำหรับโครงการ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" จะเป็นต้นแบบของเมืองคาร์บอนต่ำ ซึ่งนอกจากจะช่วยภาคอุตสาหกรรมโดยรวมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชน ส่วนราชการ และวิสาหกิจโดยรอบพื้นที่เหมืองแร่ได้รับประโยชน์จากการทำเหมืองฯ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี โดยภาคอุตสาหกรรมต้องทำงานร่วมกับชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน
นายวันชัย พนมชัย
เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)
2.กระทรวงอุตสาหกรรม ดันอุตสาหกรรมไมซ์ หวังดึงอีเว้นท์ระดับโลกเข้าไทยสร้างรายได้ (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568)
นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สมอ. ได้มอบใบรับรองการเป็นหน่วยรับรองบุคลากรด้านการจัดประชุม ตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17024 : 2012 ให้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ รวมทั้งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ (Meeting, Incentive, Convention, Exhibition - MICE) หรือ อุตสาหกรรมการประชุมและนิทรรศการของไทย ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นจากนานาชาติในศักยภาพของประเทศไทยในการจัดงานประชุมและอีเว้นท์ระดับโลก นำรายได้มาสู่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมไมซ์มีความเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวโดยตรง โดยในปี 2567 สามารถสร้างรายได้รวม 148,341 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.27% จากปี 2566 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการยกเว้นวีซ่าให้แก่กลุ่มนักท่องเที่ยวในหลายประเทศ มาตรการเกี่ยวกับวีซ่าหน้าด่าน (Visa on Arrival: VoA) ที่ให้สิทธิกับนักท่องเที่ยวจากหลายประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ดี นายวันชัย กล่าวอีกว่า มาตรฐาน ISO/IEC 17024 : 2012 เป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ โดย สสปน. ได้รับการรับรองระบบงานหน่วยรับรอง ในสาขาหน่วยรับรองบุคลากร ในขอบข่ายการจัดการประชุม อาชีพนักจัดการประชุม คุณวุฒิวิชาชีพระดับ 3 ซึ่งเป็นการการันตีว่า สสปน. มีกระบวนการประเมินเพื่อวัดความสามารถของอาชีพนักจัดการประชุมที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งมีบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพการจัดประชุม จึงทำให้บุคลากรที่ผ่านการประเมินจาก สสปน. มีความสามารถในการเป็นนักจัดประชุมมืออาชีพ ซึ่งเป็นที่ต้องการของนายจ้างและองค์กรต่างประเทศ ช่วยให้การขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพง่ายขึ้น ลดการประเมินคุณสมบัติซ้ำ สร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดแรงงานนานาชาติ
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
3. ส่งออกอัญมณีโต 10.99% ตลาดอินเดียมาเป็นอันดับ 1 (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568)
นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือนธันวาคม 2567 มีมูลค่า 997.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 79.14% กลับมาเป็นบวกได้ต่อเนื่อง 2 เดือนติดต่อกัน และหากรวมทองคำ มีมูลค่า 1,442.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 48.38% ยอดรวมทั้งปี 2567 (มกราคม-ธันวาคม) การส่งออกที่ไม่รวมทองคำ มีมูลค่า 9,609.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.99% หากรวมทองคำ มูลค่า 18,367.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 25.49% ตลาดส่งออกสำคัญ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยฮ่องกง เพิ่ม 5.69% สหรัฐเพิ่ม 14.51% อินเดีย เพิ่ม 118.04% เยอรมนี เพิ่ม 9.63% เบลเยี่ยม เพิ่ม 16.25% อิตาลี เพิ่ม 2.34% ญี่ปุ่น เพิ่ม 5.40% ส่วนสหราชอาณาจักร ลด 5.37% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลด 0.30% สวิตเซอร์แลนด์ ลด 7.77% ทั้งนี้ การส่งออกสินค้า ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเครื่องประดับทอง เพิ่ม 3.91% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 18.22% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 24% พลอยก้อน เพิ่ม 42.66% พลอยเนื้อแข็งเจียระไน เพิ่ม 5.64% โดยกลุ่มพลอย ยังคงเป็นสินค้าที่ขยายตัวได้ดีเพราะมีการซื้อไปลงทุน เครื่องประดับเทียม เพิ่ม 4.41% แพลทินัม เพิ่ม 4,4497.57% จากการส่งออกไปอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดในอันดับ 1 เพิ่มขึ้น จากที่ไม่เคยส่งออกในปีที่แล้ว รวมทั้งญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ตลาดอันดับ 2-3 ก็ส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนพลอยเนื้ออ่อน เจียระไน ลด 5.35% เพชรก้อน ลด 8.79% และเพชรเจียระไน ลด 7.53% จากการส่งออกไปตลาดสำคัญอย่างฮ่องกง เบลเยียม อิสราเอล และสหรัฐ ลดลง
อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ในปี 2568 การส่งออกน่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการท่องเที่ยว แต่ก็ต้องจับตาปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-ฮามาส รวมทั้งนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเก็บภาษีนำเข้าประเทศที่เกินดุลการค้าสหรัฐ ในลำดับต้นๆ และมาตรการตอบโต้ด้านต่างๆ ที่สหรัฐ มองว่าไม่เป็นธรรมอาจนำไปสู่สงครามการค้าในระยะอันใกล้ ซึ่งหลายปัจจัยนี้ จะมีผลต่อเนื่องและอาจเป็นกำแพงกีดกันการค้าโลกในปี 2568 และส่งผลกระทบต่อการส่งออกได้ นอกจากนี้ มีข้อเสนอแนะในการปรับตัว ผู้ประกอบการต้องใช้ประโยชน์จากการที่อุตสาหกรรมค้าปลีกได้ก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล โดยพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแนวทางจากการขับเคลื่อนด้วยเทรนด์สำหรับคนจำนวนมากไปเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยความมีเอกลักษณ์สำหรับแต่ละบุคคล หรือเปลี่ยนจากแบบกลุ่มขนาดใหญ่เป็นแบบกลุ่มย่อย ทำให้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ทั้งการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า การตลาด และการทำธุรกิจในด้านต่างๆ โดยต้องให้ความสำคัญกับการดึงดูด ผู้บริโภคเชิงคุณค่า การปลดล็อกการเชื่อมโยงช่องทางการตลาดแบบ Omnichannel และการสร้างประสิทธิภาพความเชี่ยวชาญสำหรับตลาดแบบเฉพาะบุคคลมากให้ขึ้น
ข่าวต่างประเทศ
4. น้ำมันดิ่งแรง-ทองขยับลง หุ้น US ปิดผสมหลังพบเงินเฟ้อดีดตัวผิดคาด (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568)
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต หรือไลต์สวีตครูด งวดส่งมอบเดือนมีนาคม ลดลง 1.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 71.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเมษายน ลดลง 1.82 ดอลลาร์ ปิดที่ 75.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ หารือทางโทรศัพท์เกี่ยวกับสงครามยูเครน กับทั้งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย และประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน โดยทรัมป์เผยว่าเขาและปูติน เห็นพ้องมีคณะทำงานเป็นลำดับขั้นในการเริ่มเจรจาในทันที ต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีของเซเลนสกี เปิดเผยว่า ทรัมป์ และ เซเลนสกี ใช้เวลาพูดคุยกันทางโทรศัพท์ราว 1 ชั่วโมง ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในวันพุธ (12 ก.พ.) หลังข้อมูลเงินเฟ้อที่ร้อนแรงเกินคาดของอเมริกา ซ้ำเติมความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ ดาวโจนส์ ลดลง 225.09 จุด (0.50 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 44,368.56 เอสแอนด์พี ลดลง 16.53 จุด (0.27 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 6,051.97 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 6.09 จุด (0.03 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 19,649.95 จุด
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เมื่อวันพุธ (12 ก.พ.) เผยให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนมกราคม ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนสูง เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเดือนที่แล้ว และ 3.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่เงินเฟ้อทั้ง 2 แบบ ต่างสูงกว่าเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ กระตุ้นให้พวกนักลงทุนลดคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2025 โดยจนถึงเช้าวันพุธ (12 ก.พ.) นักลงทุนคาดหมายว่าอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยเพียงแค่ครั้งเดียวในปีนี้ จากเดิมทีที่เชื่อว่าจะมีการปรับลด 2 ครั้ง ส่วนราคาทองคำปรับลดในวันพุธ (12 ก.พ.) แมัยังมีความกังวลของนักลงทุน ตามหลัง ทรัมป์ ประกาศรีดภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้า 25% โดยราคาทองคำโคเม็กซ์งวดส่งมอบเดือนเมษายน ลดลง 0.18 % ปิดที่ 2,927.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์
|
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) |