ข่าวในประเทศ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
1. ต่างชาติแห่ลงทุนไทยกว่าแสนล้าน (ที่มา: ข่าวสด, ประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2568)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการลงทุนของชาวต่างชาติครึ่งปีแรกของปี 2568 (มกราคม - มิถุนายน 2568) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ว่า มีจำนวน 502 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 111,506 ล้านบาท โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้น 117 ราย หรือ 30% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2567 และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 30,019 ล้านบาท หรือ 37% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีก่อน สำหรับชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ญี่ปุ่น 99 ราย คิดเป็น 20% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 43,025 ล้านบาท เช่น ธุรกิจการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย 2. สหรัฐอเมริกา 72 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 2,797 ล้านบาท 3. จีน 65 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 18,336 ล้านบาท เช่น ธุรกิจการจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่าย และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า 4. สิงคโปร์ 63 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 17,384 ล้านบาท และ 5. ฮ่องกง 51 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 8,309 ล้านบาท เช่น ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
อย่างไรก็ตาม สำหรับการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีแรกของปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 158 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 จำนวน 42 ราย (36%) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 62,851 ล้านบาท คิดเป็น 56% ของเงินลงทุนทั้งหมด
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ
อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์
2. DITP ชี้ช่องผู้ประกอบการ ส่งออกสินค้าเจาะตลาดเยอรมนี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2568)
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนางสาวจีรนันท์ หิรัญญสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ถึงผลการติดตามการรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (ifo Business Climate Index) เดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.4 ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน สูงสุดนับตั้งแต่กรกฎาคม 2566 และผลที่เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นดังกล่าว สะท้อนว่าเศรษฐกิจเยอรมนีกำลังค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น และส่งผลให้ไทยมีโอกาสในการส่งออกสินค้าไปขายมากขึ้น ทั้งนี้ จากแนวโน้มความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นทั่วทั้งภาคธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่า เยอรมนีกำลังก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน และการมีมาตรการของรัฐบาล รวมไปถึงการลดดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้สร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุนและผู้บริโภค ผู้ประกอบการไทยควรเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้ากับพันธมิตรในเยอรมนี โดยเน้นเจาะตลาดในกลุ่มสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่กำลังฟื้นตัวในประเทศ เช่น โลจิสติกส์, วัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยีการก่อสร้าง, บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และอาหารเพื่อสุขภาพ โดยการมีคู่ค้าท้องถิ่นในเยอรมนีจะช่วยให้เข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่ายในยุโรปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรบูรณาการกิจกรรมส่งเสริมการค้าไปยังเมืองเศรษฐกิจหลักของเยอรมนี เช่น แฟรงก์เฟิร์ต (ด้านการเงินและโลจิสติกส์), ฮัมบูร์ก (เมืองท่าการค้าและพลังงาน), มิวนิก (ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและนวัตกรรม), และ ดึสเซลดอร์ฟ (แหล่งธุรกิจบรรจุภัณฑ์และออกแบบผลิตภัณฑ์) ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีแนวโน้มเติบโตของอุตสาหกรรมสีเขียวและมีศักยภาพในการเป็นจุดเชื่อมต่อสู่ตลาดยุโรปขณะเดียวกัน จะต้องเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเฉพาะทางในเยอรมนี เพื่อช่วยสร้างเครือข่ายพันธมิตรและเพิ่มโอกาสในการพบผู้ซื้อโดยตรง ตัวอย่างงานแสดงสินค้าสำคัญ เช่น Anuga งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าอาหารไทยในตลาดยุโรป และงานแสดงเทคโนโลยีก่อสร้างและเครื่องจักรกลชั้นนำระดับโลก Bauma เหมาะสำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ภาคธุรกิจเยอรมันเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้ เพื่อเจาะตลาดใหม่ หรือขยายฐานการค้าเดิมในเยอรมนีและสหภาพยุโรป โดยอาศัยข้อได้เปรียบของไทยที่มีสินค้าเกษตร อาหาร บริการสุขภาพ และโลจิสติกส์ที่มีคุณภาพและต้นทุนแข่งขันได้ โดยกลุ่มสินค้าศักยภาพ อาทิ สินค้า BCG Economy ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ ผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิล และสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาทิ อาหาร Plant-Based, เครื่องดื่มสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และบริการแบบครบวงจรด้าน Fulfillment & Logistics สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซในยุโรปที่กำลังเติบโต
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
3. บีโอไอโชว์ศักยภาพไทย ขับเคลื่อนอุตฯเซมิคอนดักเตอร์ (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2568)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอ ร่วมกับผู้บริหารสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย และศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่เซมิคอนดักเตอร์อาเซียน (ASEAN Semiconductor Summit 2025) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเวทีนานาชาติด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญที่สุดของอาเซียน โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คนจากทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สมาคมเซมิคอนดักเตอร์ และหน่วยงานรัฐจากประเทศต่างๆ โดยการเข้าร่วมงานของทีมไทยแลนด์ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอประเทศไทย รวมทั้งแผนพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ให้นักลงทุนจากทั่วโลกรับรู้ว่าประเทศไทยมีความพร้อม และมีศักยภาพสูงในการเป็นฐานการผลิตชิปที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในงานนี้ ได้ยืนยันถึงความพร้อมและความก้าวหน้าของไทยในการดึงดูดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยชี้ให้เห็นจุดแข็งและปัจจัยพื้นฐานที่ดีของไทย ทั้งด้านสาธารณูปโภค ระบบไฟฟ้าที่เสถียร ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด ซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง บุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งอุตสาหกรรมปลายน้ำที่กำลังเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่ม Power Electronics เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบกักเก็บพลังงาน ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยเป็นฐานผลิต Hard Disk Drive (HDD) ติดอันดับ Top 3 ของโลก โดยมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ HDD ที่ป้อนให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ ฐานผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ติดอันดับ Top 5 ของโลก จากคลื่นการลงทุนที่เข้ามาไทยในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการประกอบและทดสอบชิป โดยบริษัทชั้นนำกว่า 10 ราย เช่น NXP, Toshiba, UTAC และ Microchip
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังมีบริษัทระดับโลกอีกหลายรายตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานในไทย เช่น บริษัท Infineon ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อันดับ 1 ของเยอรมนี ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานผลิตชิปประเภท Power Module เป็นแห่งที่ 3 ของโลก ต่อจากเยอรมนีและจีน รวมทั้งการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และทดสอบชิปในไทย บริษัท Analog Devices (ADI) จากสหรัฐอเมริกา เข้ามาลงทุนด้านการออกแบบชิป (IC Design) และการทดสอบชิปขั้นสูงในไทย บริษัท Foxsemicon (FITI) ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่จากไต้หวัน ทุ่มเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ตั้งฐานผลิตในไทยเป็นแห่งที่ 4 ของโลก ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ขอรับการส่งเสริมมากถึง 168 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.08 แสนล้านบาท
ข่าวต่างประเทศ
4. IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.0% ปีนี้ 3.1% ปีหน้า (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2568)
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ในวันนี้ โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกประจำปีนี้ ทั้งนี้ IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.0% ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเมษายน ที่ระดับ 2.8% หลังจากที่มีการขยายตัว 3.3% ในปี 2567 นอกจากนี้ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัว 3.1% ในปี 2569 จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 3.0%
อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการขยายตัว 1.9% ในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 1.8% และคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะมีการขยายตัว 4.8% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 4.0% ขณะที่คาดว่ายูโรโซนจะขยายตัว 1.0% จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 0.8%
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)